หนัง Baby Driver ปล้นเต็มสปีด มันส์สุดเร้าใจโดนใจนักซิ่ง

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว ของผู้กำกับขวัญใจวัยรุ่นสายเกรียนอย่าง เอ็ดการ์ ไรต์ ที่หลังสุดมีเครดิต (แบบมีดราม่า) จากการเขียนบทเรื่อง Ant-Man (2015) ส่วนด้านผลงานเต็มตัวทั้งกำกับทั้งเขียนบทที่สร้างชื่อให้เขามาตลอดนั้น อย่างเรื่องล่าสุด The World’s End (2013) ก็มาแบบค่อนข้างกระแสแผ่วมาก ๆ ต่างจากผลงานก่อนหน้าอย่างพวก Shaun of the Dead (2004), Scott Pilgrim vs. the World  (2010) และผลงานที่ดีที่สุดของเขา (ในความเห็นส่วนตัว) อย่าง Hot Fuzz (2007) ไปมากทีเดียว ทำให้ Baby Driver นับเป็นการกลับมาคืนฟอร์มที่แจ่มว้าวสมการรอคอยของสาวกพันธุ์แท้เฮียไรต์ทีเดียว

เอ็ด การ์ ไรต์ ผู้กำกับกับ แอน เซ ล เอลก อร์ต ผู้แสดงนำฝ่าย

หนัง เล่าเรื่องของ เบบี้ (แอน เซล เอ ลก อร์ต) ชายหนุ่ม ผู้ มีแผลใจ ใน วัยเด็ก จาก การ สูญ

เสีย บิดารวมทั้ง แม่ ใน อุบัติเหตุ ทาง รถยนต์ ที่ มี เขา อยู่ ด้วย ซึ่ง นอกเหนือจากการ ที่ เขา จะ

ต้องย้ายมา อยู่ สำหรับเพื่อการ อุปการะ ของ โจ เซฟ (ซีเจ โจนส์) ชายผิวส์ผู้เป็น ใบ้ แทน

แล้ว เขา ยัง จะต้องอยู่ กับ เสียง วิ้งๆ ใน หูตลอดระยะเวลา ไป ตลอดชีพ ทำให้เขามัก ใส่ หูฟัง

เพลง จาก ไอ พอเพียง ด เพื่อ กลบ เสียง นั้น อยู่เป็นประจำ เนื่องจาก ชีวิต ที่ มิได้ สวยงาม เขา

ค้างหนี้ ก้อน ใหญ่ กับ ด็ อก (เคงิน สเปซี่) ชายความเป็นมา ลึกลับ ผู้อยู่เบื้องหลัง ตำรวจ เลว

ทราม รวมทั้ง การวางเป้าหมาย ว่าจ้าง ผู้ร้าย ก่อเหตุ ชิงทรัพย์ ใหญ่ ดูเหมือนจะทุก ครั้ง ใน เมืองแอต แลน ต้า

ด็อกมองเห็นความสามารถของเบบี้ที่ขับรถความเร็วสูงหนีการไล่ล่าได้ทุกครั้งจนต้องใช้งานอยู่เสมอในการช่วยขับให้ทีมปล้นหลบหนีตำรวจ ตัวเบบี้แม้จะไม่อยากทำงานสกปรกนี้แต่หนี้ก้อน

ใหญ่ที่เขาติดกับด็อกก็บังคับให้เขาต้องอยู่ในวังวนนี้ตลอด แม้ว่าวันหนึ่งการเข้ามาของ เดโบร่า (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวสุดสวยที่เคมีเข้ากับเขาแทบจะทันทีที่พบกัน จะทำให้เขาอยากหนีจาก

ชีวิตอาชญากรรมเต็มที แต่งานนี้ด็อกและเหล่าสุดแสบที่ถูกรวมตัวมาร่วมทีมปล้นครั้งใหญ่อย่าง ไอ้โรคจิตแบทส์ (เจมี่ ฟ็อกซ์) และคู่รักสุดโหดอย่าง บัดดี้ (จอน แฮมม์) กับดาร์ลิง (ไอซ่า กอนซาเลส) คงไม่ยอมปล่อยกุญแจสำคัญในแผนอย่างเบบี้ไปโดยง่ายแน่ ๆ

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาฟูมฟักนานนนนมากกกก จนเหลือเชื่อเลยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ผู้กำกับปลุกปั้นหลังจากหมดภารกิจจาก Ant-Man เสียอีก เอาเข้าจริงไรต์น่าจะเริ่มเขียนบท

ตั้งแต่จบหนังเรื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 1995 นู้นนนน แต่กว่าบทจะลงตัวสมบูรณ์ก็มายันปี 2011 เลยทีเดียว และกว่าจะได้ถ่ายทำจริงจังก็ปีนี้นี่เองครับ โดยจากแรก ๆ ที่ไรต์เตรียมเพลงประกอบในการทำหนังแอ็คชันมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น (ศัพท์นี้ผู้กำกับแกนิยามเองนะ) ไว้ 10 เพลงก็ไหลมาจนถึง 30 เพลงจนได้

อาจเพราะหมักข้นได้ที่ขนาดนี้หนังเลยออกมาแซ่บไม่ธรรมดาเอามาก ๆ ครับ เพราะเป็นการผสมหนังหลายแนวหลากอารมณ์ให้มานัวอยู่ในเรื่องนี้ได้อย่างสนุกทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นหนัง

อาชญากรรมที่มีการวางแผนชิงไหวพริบของคนในทีมที่ไม่ได้สามัคคีอะไรกันนัก ตัวละครอย่าง ด็อก ก็ดูลึกลับจนยากหยั่งถึง ด้านความเป็นหนังธริลเลอร์ก็มีตัวร้ายอย่าง แบทส์ และคู่รักบัดดี้

กับดาร์ลิง ที่กดดันคนดูจนแบนราบไปกับที่นั่ง ยิ่งตอนหลัง ๆ นี่มันจะตื้อจะโหดกว่าพวกหนังสยองขวัญฆ่าไม่ตายบางเรื่องเสียอีก โคตรลุ้นจริง ๆ เพราะพระเอกนอกจากฝีมือขับรถเทพแล้ว

พี่แกก็มนุษย์ธรรมดาท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง บทสนทนาเรื่องนี้ก็มีชั้นเชิงมากครับ หลายฉากนี่ฟาดฟันด้วยฉากพูดได้ลุ้นกว่าแอ็คชันเสียอีก บางช่วงนี่นึกว่าเควนตินมาเขียน

ให้เลยด้วยซ้ำ ส่วนพาร์ทความเป็นหนังแอ็คชันที่นอกจากการไล่ล่าด้วยรถแบบลุ้นตีนจิกแล้ว ก็ยังมีการใช้รถสู้ฟาดฟันกันแบบเหนือชั้นทีเดียว ด้วยพลังของการถ่ายขับจริงที่ไม่พึ่งพาซีจี กับ

พลังการตัดต่อที่หนังของไรต์ทำได้เหนือชั้นทุกเรื่อง นี่จึงเป็นหนังขับรถที่มีฉากไล่ล่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

นอกจากนั้นทางฝั่งอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ ในหนัง อย่างความเป็นหนังรักก็ทำได้เชื่อแบบปลื้มปริ่ม อายม้วนต้วนกับฉากจีบและบทสนทนาเขิน ๆ ยิ่งพอความรักมีอุปสรรคเรายิ่งอินไปกับตัว

ละคร ต้องบอกว่านักแสดงอย่างแอนเซล กับลิลี่ นั้นสวยหล่อจนเคลิ้มแถมเคมีเข้ากันดีมากอีกต่างหาก จะฝั่งตลกก็มีให้พอยิ้ม ๆ ถึงจะไม่ฮาโปก แต่ก็พอดีกับตัวหนัง ซึ่งหนังก็ไม่ได้เน้นมา

ทางตลกคาเฟ่หนักอยู่แล้ว แต่จะเน้นบรรยากาศที่กวน ๆ ยิ่งถ้าใครชอบดูพวกหนังแอ็คชันหนังรถซิ่ง หรือคอหนังทุกแนว เชื่อเลยว่าจะต้องรู้สึกโคตรฟินกับการกวนโอ๊ยหนังชาวบ้านเขาไปทั่ว

แบบเนียน ๆ ของไรต์ แม้แต่หนัง Monster Inc. แอนิเมชั่นดิสนีย์ที่ไม่เคยถูกอนุญาตให้มาร่วมวงศ์ไพบูลย์กับหนังเรต R เลยในประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกเอามาใช้ได้ตลกดี

และส่วนที่ฟ้าวสาดมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ ความเป็นมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกนั่นล่ะครับ ใครดูฉากลองเทคที่เบบี้เดินไปซื้อกาแฟ คงเอาไปเทียบกับหนังมิวสิคัลแท้

ๆ อย่างพวก La La Land แน่ ๆ (ซึ่งจริง ๆ เอ็มมา สโตน ก็เคยถูกทาบทามให้เล่นหนังเรื่องนี้ก่อนจะเซย์บายไปรับบทนำใน La La Land ล่ะนะ) แต่ความเหนือชั้นของไรต์ที่เพิ่มความเป็น

โพสต์โมเดิร์นไปทำให้หนังแตกต่างไปเลยครับ เพราะเพลงในหนังและการเต้นรำไปตามท้องถนน มาจากบุคลิกกวน ๆ ของเบบี้ ที่ชอบฮัมเพลงและเต้นไปตามเสียงเพลงอย่างไม่คำนึงลุค

เคร่งขรึมที่เห็นในตัวอย่างแม้แต่น้อย 555 คือจริง ๆ มันเกรียนเลยล่ะ แค่เก็กขรึมไปงั้นเอง ดังนั้นเพลงในหนังจึงเป็นเพลงที่ตัวละครเปิดฟังอยู่ในขณะนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ซาวด์ประกอบ ขณะเดียวกัน

ฉากที่ไม่มีการเปิดเพลง เราจะได้ยินเสียงวิ้ง ๆ เจืออยู่ในบรรยากาศ เป็นเสียงแบบที่เบบี้ได้ยินในหูเขาตลอดเวลาถ้าไม่ได้ฟังเพลงด้วยครับ

อันนี้เป็นฉากเปิดเรื่องซึ่งทางค่ายปล่อยมาให้ชมไปเลยว่าหนังมันจะมีลีลาแบบไหน เชื่อว่าดูแล้วคงเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้าแน่ ๆ ว่าพระเอกมันเกรียน โดยในฉากนี้ได้ใช้

เพลง Bellbottoms ของวง Jon Spencer Blues Explosion มาประกอบ ซึ่งจริง ๆ ฉากเปิดนี้ผู้กำกับเคยทดลองทำเอ็มวีให้วง Mint Royale ในเพลง Blue Song มาก่อนนานแล้ว ตั้งแต่

โปรเจ็กต์หนังยังลุ่ม ๆ ดอน ๆคงอัดอั้นอยากปล่อยของเต็มทนครับ 555 ตัวเอ็มวีเพลงนั้นลองไปเสิร์ชดูในยูทูบ ดูเปรียบเทียบกันได้ครับ

จากฉากเปิดนี้นอกจากเราได้เห็นบุคลิกต่าง ๆ ของเบบี้แล้ว เรายังได้เห็นจังหวะการใช้เสียงเพลงกับการแสดงและการตัดต่อที่เจ๋ง ๆ รวมถึงภาพรวมของมู้ดในหนังทั้งความขบขัน อาชญากรรม และการไล่ล่าด้วยรถที่มันสะแด่วมาก ๆ ครับ

ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ในหนังก็เป็นเพลงยุค 1970s ที่ก่อกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีใหม่ ๆ ไปทั่วโลก นั่นก็คือร็อกนั่นเอง มันเลยมีเพลงจากวงเจ๋ง ๆ จากฝั่งอังกฤษมาเป็นพะเรอเกวียนตั้งแต่ Queen, T. Rex, Beck, Blur, Jon Spencer Blues Explosion, The Damned เป็นอาทิ คือใครสายนี้คงอินมาก แต่แค่จังหวะหนังกับตัวเพลงนี่ก็ตัดต่อมาได้มันมาก ๆ แล้วครับขนาดว่าไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลย ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสียของหนังเหมือนกันเพราะหลาย ๆ มุกที่ผู้กำกับอยากกวนโอ๊ยนี่มาจากความพอดี๊พอดีของเนื้อเพลงกับบทสนทนาหรือสถานการณ์ในหนังด้วย แต่ในฉบับฉายไทยนี่น่าจะไม่ได้รับสิทธิ์แปลซับไทยเนื้อเพลงมาด้วย ทำให้ต้องคอยนั่งฟังเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเอาเองครับ ก็เสียอรรถรสไปพอสมควร

ดูหนังออนไลน์