หนัง GONE GIRL : คุณรู้จักคนรักของคุณดีแค่ไหน?

Gone girl (2014)

Gone girl (2014)

Gone girl (2014) กำกับ โดย David Fincher ผู้กำกับหนัง ตำนาน อย่าง Fight clubสร้างมาจาก หนังสือนิยาย มี เนื้อเรื่องเกี่ยวกับ นิค และ เอมี คู่ชีวิต ที่ ดู อบอุ่น คู่ หนึง ดูเหมือน

ชีวิต ของ ทั้งคู่ ไม่มีปัญหา อะไร เลย แต่ว่า แล้ว วันหนึ่ง เรื่อง มัน ต้น มา กำเนิด เมื่อ อยู่ๆ เอมี่ภรรยา ของ ด หายตัว ไป อย่างลึกลับ เมื่อตำรวจมือ บสวน เข้ามา ทำคดี สืบไป เรื่อยๆ ก็ พบ

ความผิดปกติ โดยเฉพาะ นิค เป็น ผู้ต้องสงสัย ที่ ศารวจ จับตามอง ที่สุด แต่ทว่าจริงๆแล้ว นิคก็ ไม่ได้ รู้เรืองรู้ราว อะไร เลย แล้ว เอมี่ หายตัว ไป ได้เช่นไร ?

สำหรับเรือง Gone gir! เป็นหนังแนว ทริลเลอร์ บสวน โรคทางจิต ( ผสมก้นอย่างเทพ 555) ผมเคยดูหนังระดับ เทพ ของ David Fincher มาแล้ว อย่าง Fight Club (1999)

รวมทั้ง The Girl with the Dragon Tattoo (2011)งวดนี้ ได้ ดู Gone gir! นับว่าไม่เสียทีได้รับ การกำกับ โดย David Fincher ด้วยเหมือนกั้น หนัง ยังคง มี สไตล์ การกับ ที เป็น

เอกลักษณ์ (เอกลักษณ์หนัง ของแก คือ การศเนินเรื่อง ที่ สึกลับ – ลั่นไหล และก็การเฉลยคำตอบ ปม แบบ กลับ หน้ามือ เป็น หลังตีน)

หลังจากได้ดูจบ อย่างแรกที่ต้องชื่นชม คือ “ความสามารถในเปลี่ยนนิยายชั้นดีให้กลายเป็นหนังชั้นเยี่ยมได้ ” เนื่องมาจาก Gone Girl เป็นหนังที่อิงเรื่องมาจากนิยาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่

หนังที่มีนิยายเป็นต้นแบบ มักจะทำออกมาได้ไม่ดีนักหรือทำให้คนดูผิดหวัง เพราะว่า นิยายดีๆ จะมีเนื้อหาที่ดีและทรงคุณค่า นิยายไม่มีขอบเขตในการจำกัดความยาวในการเล่าเรื่อง ผิดกับ

หนังที่มักจะถูกออกแบบมาอย่างมากสุด ก็ไม่ควรเกิน 3 ชม. หนังบางเรื่องจึงต้องรวบรัดตัดทอนรายละเอียดจากหนังสือออกไป เพื่อทำให้ตัวเรื่องกระชับขึ้น และหลายๆเรื่องก็ทำพลาด ตัดอา

รมณ์ฟีลสำคัญของนิยายไป ทำให้หนังไม่สามารถสื่อความ สื่ออารมณ์ได้เหมือนในหนังสือ กลายเป็นว่าเข้าข่ายหนังสือดี แต่หนังดันโดนด่า ผมเลยจะบอกว่าในจุดนี้ไม่ใช่ปัญหาของ

Gone Girl แม้แต่นิดเดียว แม้ว่าผมจะไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน แต่ก็พบว่า Gone Girl เป็นนิยายขายดีเรื่องหนึ่ง มีแฟนคลับมากมาย ความเห็นส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างไปในเชิงบวกสอดคล้องกับหนังสือ

          Gone Girl มีบทที่ดีทั้งในแง่ความกว้างและความลึก ตัวเรื่องมาในแนวสืบสวนปริศนาการหายไปของเอมี่ มีช็อตหักมุมหลายช็อต ทำให้คนดูเดาไม่ได้ และเมื่อดำเนินไปถึงระยะหนึ่งก็

ข้ามโซนหนังไปเป็นแนวโรคจิต – เชือดเฉือนกันได้อย่างแนบเนียน จุดนี้ถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำได้เยี่ยม ถือว่าบทหนังเฉียบขาด นอกจากนี้ก็มีการแฝงประเด็นเสียดสีสังคมไว้ด้วย

ประเด็นหนังที่เด่นมากคือ การเสียดสีสื่อทั้งหลายที่เวลามีข่าวอะไร ก็ใส่สีตีไข่ ขายข่าวหาตังอย่างเมามันส์ โดยไม่สนใจเลยว่าความจริงเป็นยังไง Gone Girl จิกประเด็นนี้ได้เจ็บแสบมาก

(ยังมีประเด็นอีกหลายอย่างทั้งเรื่องเกี่ยวกับปัญหาครอบครัว พ่อแม่ เรื่องชีวิตคู่อีกหลายๆอย่าง แนะนำให้ลองไปดูเอง)

อีกอย่างที่ผมชอบมาก คือบรรยากาศหนังที่ดูน่าพิศวงตลอดเวลา ล่อให้คนดูอยากรู้เรื่องราวต่อไป ผสมกับหักมุม ส่งผลให้การดำเนินเรื่องของหนังมีเอกลักษณ์ น่าสนใจตลอดเวลา เข้ม

ข้น ฉับไว สนุก ตลกร้าย อีกเรื่องก็คือ การตัดต่อภาพและการสลับเรื่องไปมา ในระหว่างที่ได้ดู ผมได้พบการตัดภาพไปมาและการสลับเรื่องที่เหนือชั้นมากๆ สร้างอารมณ์หนังได้อย่างต่อเนื่อง

ทรงพลังมาก และดนตรีประกอบภาพยนตร์ (Soundtrack) หนังที่ดูลึกลับๆ ผวาๆ ก็ทำให้หนังสื่อความออกมาได้ดียิ่งขึ้น

ไฮไลต์ของหนังอีกอย่างคือ การแสดงของ Rosamund Pike ในบท Amy Dunne ขอบอกได้เลยว่าแสดงโคตรดีชนิดที่ว่า อ้าปากค้าง (ไม่อยากบอกมากกว่านี้เดี๋ยวกลาย

เป็นสปอยล์ไป) ถือว่าสมกับที่ได้เข้าชิงทั้งออสการ์และลูกโลกทองคำ ส่วนบท Nick Dunne ได้ Ben Affleck มาแสดง พี่แกก็แสดงเหมือนเดิมนะแหละ ดูแข็งๆบ้าง แต่เรื่องนี้มัน

ดันเข้าคาแรคเตอร์พี่แกซะงั้น (ผัวที่มาดดีแต่ก็ลวดลายเอาเรื่อง) เลยกลายเป็นตัวละครที่ผมชอบคาแรคเตอร์ดี

ส่วนตัวละครที่จัดว่ามาได้ถูกที่ถูกเวลา สร้างสีสันหนังได้มาก ทำให้หนังทั้งมีมิติและมีไดนามิค ก็คือ Margo Dunne (Carrie Coon) พี่น้องของนิค ช่วยสร้างมิติและอารมณ์ดราม่าได้

ดี เธอเป็นคนๆเดียวที่อยู่ข้างนิคในเวลาที่นิคไม่เหลือใครและช่วยเหลือนิคอย่างแท้จริง อีกคนที่ชอบคือ บทคุณทนายที่มาช่วยชีวิตนิค Tanner Bolt (Tyler Perry) การเข้ามาของแกสร้าง

บรรยากาศผ่อนคลาย ตบมุกฮาหลายช็อต (แบบตลกร้ายนะ) ทำให้เนื้อเรื่องมีสีสันน่าสนใจ คนสุดท้าย Missi Pyle (Ellen Abbott) นักข่าวผู้จัดรายการชื่อดังที่ทำให้นิคชีวิตต้องล่มสลาย ช่วยเสริมสร้างประเด็นเสียดสีสื่อสังคมได้ดี

สรุป

สำหรับบางคนอาจจะเห็นว่า Gone Girl ได้รางวัลกระแสวิจารณ์มากมาย ทำให้คิดว่าต้องดูยากหรือดูไม่สนุกแบบหนังบล็อคบัสเตอร์ จริงๆก็ไม่ใช่หนังแบบบล็อคบัสเตอร์แหละ มีปม

หลายอย่างที่ลึก แต่ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ปมทั้งหลายถูกทิ้งเอาไว้ เพื่อล่อคนดูให้คลางแคลงใจ ให้สงสัยอยากรู้ปริศนา สุดท้ายก็เฉลยออกมาหมดเปลือก ถือว่า Gone Girl

สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งสายหนังรางวัลและสายดูหนังธรรมดา สำหรับคนดูสายหนังรางวัล Gone Girl มีเนื้อหาที่ลึก โครงเรื่องจากนิยายที่ดี ปมหนังที่น่าสนใจ มีชั้นเชิงของหนังที่เหนือ

กว่าหนังธรรมดา ประเด็นเสียดสีต่างๆ รวมถึงเทคนิคการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างมีสไตล์ไม่เหมือนใครตอบโจทย์คอหนังสายรางวัล ส่วนสายคนดูหนังธรรมดาก็สามารถดูได้สนุก ขบคิดได้ไปตามปมหนังได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร

ดูหนังออนไลน์

Get Out หนังที่หยิบจับเอาปัญหาการเหยียดผิว มาสร้างเป็นพล็อตหนังลึกลับสยองขวัญ

Get Out

Get Out

Get Out หนัง มี พล อตง่ายๆ เรื่อง ของ คริส และ โร ส คู่ครองต่าง ส์ผิว ที่ กำลัง รัก ก้น หลงใหล

แล้ว โร ส ก็ ปรารถา พา คริส ไป รู้จัก กับ พ่อแม่ ใน วันสุดสัปดาห์ คริส รู้สึก ประหม่า เพราะ โร ส

ไม่ได้ กล่าวว่า เขา เป็น คนต่ำ แต่ว่า ในที่สุด คำ ก็ได้ รับ การต้อนรับ อย่าง อบอุ่น จาก พ่อแม่

แล้วก็เจ เรมี น้องชาย แต่ว่า คริส เริ่ม รู้สึก แปลกๆ กับ จอร์จี นา และ วอ ลเตอ ร์ คนใช้ที มอง

เขา ด้วย สายตา แปลกๆ และ มีความประพฤติ ที่ ดู น่สงสัย ยิ่ง เพียงพอ เข้า วันที่ 2 ที่ เป็น

เทศกาลรวมญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ของครอบครัว อาร์มิ เท จ คริส ก็ได้เจอกับ แอนดรูว์ คนด่า

คน แรก ใน หมู่บ้าน นี้ แต่ แล้ว เขา ก็ได้เจอ กับ ปฏิกิริยา ชวน ช็อค จน คริส รู้สึกว่า เขา อยู่ ที บ้าน

หลัง นี้ ต่อไม่ได้ แล้ว แต่คริส จะ ได้ ออกไป ไหม ?

เป็น หนัง 100 นาที ที่ เรื่องราว เดินหน้า ได้ เร็ว ครึ่ง แรก หยอด พฤติกรรม ชวน สงสัย จาก ผู้คน

รอบตัว มาตลอดทั้ง พ่อแม่ คนใช้ กดต้น ให้ คนดู ยิ่ง ต้องการทราบ ว่า จุดมุ่งหมาย ของ

ครอบครัว นี้ เป็นยังไง มี ใคร รู้เห็นเปิ่นใจ ก้น บ้าง แล้ว โร ส แฟน ของ เขา ล่ะ ยัง รัก ยัง เป็นพวก

เขา ไหม ยั่งนาน ขึ้น ก็ ยิ่ง เพิ่ม ผู้แสดง มา ทวี ความน่าสงสัย ต้องการรู้ ให้มากขึ้น จน ไป เปิด

เผย ใน ช่วงหลัง แบบ ค่อยๆ ปลดปล่อย เซอร์ไพรส์ ออกมา 2-3 ขั้น เป็น หนัง ที่ ดู ไป ทายใจ ไป

ได้ อย่างสนุกสนาน ใน ฐานะ ผู้ที่ ถูกใจ คูหนัง สยองขวัญ ก็ จะต้อง เห็นด้วยว่า ทายใจ ไม่ถูกไป

เยอะครับ ก็ ชื่นชม ที่ว่า ผลงาน สยองขวัญ เรือง แรก ของ จอร์แดน พี่ ล นั้นเขียน ออกมาได้

อย่างมี ชั้นเชิง ไม่ ตื้น ขนาด ทายใจ ทาง ไป ได้ ทั้งผอง แม้ว่าจะ มี ช่องโหว่ อยู่ บ้าง แต่ว่า ก็ อยู่

ใน มาตรฐาน ฮอลลีวู้ด ที่ ไม่น่า ไม่ชอบ เกินความจำเป็น นัก งานตาม สูตรหนัง สยองขวัญ มา

ครบ ทั้งยังความเหี้ยมโหด เลือด ฉาก เงียบ ให้ลุ้น รวมทั้ง ตุ้งแช่ ที่ มี แบบ พอเหมาะ แต่ว่า

ผู้กำกับ ก็รู้ว่า หนัง ค่อนข้างจะ เครียด เหลือเกิน ก็เลย ให้บท รอด วิลเลียม ส์ สหายตุ้ยนุ้ยผู้

สวยของคริส ปฏิบัติหน้าที่ เป็นตัวยิง มุก ให้ หนัง เมื่อใดก็ตาม โผล่ หน้ามา อลิ สัน วิลเลียม ส์

ทีมารับบทบาท โร ส นางเอก ของ เรื่อง ก็ งาม ดี แล้วก็ หัวข้อนี้ เป็น หนัง โรง เรือง แรก ของ

คุณ เลย ยิ่งกว่านั้นเป็นศิลปิน หน้าใหม่เกือบหมด มีรู้จักอยู่คนเดียวคือ แคทเธอรีน คีเนอร์ ในบทมิสซี่ แม่ของโรส

ที่ชอบมากคือการปูบรรยากาศไม่น่าไว้ใจ ค่อย ๆ กดดันคริส ส่งให้คนดูรู้สึกอึดอัดตามไปได้ หลาย ๆ องค์ประกอบล้วนทำหน้าที่ได้ดีทั้งเพลงประกอบแบบหลอน ๆ ภาพครึ้มทะมึน และการแคสติ้งตัวแสดงที่เลือกแต่ละคนมาได้ดูโรคจิตดี โดยเฉพาะเบ็ตตี้ กราเบียล ผู้รับบทจอร์จีนา คนรับใช้ รายนี้โผล่มาทีไรหลอนทุกที เธอเล่นได้ดีมากและผู้กำกับก็รู้ว่าเธอเข้าถึงบทได้ดี ถึงกับยกซีนหนึ่งให้เธอไปเลย ด้วยการโคลสอัพหน้าจอร์จีน่าที่แสดงออกถึงความรู้สึกสับสนที่ตีกันทั้งหัวเราะร้องไห้ แต่โดยรวมแล้วชวนหลอนมาก ทั้งหมดล้วนทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกที่คริสตกอยู่ในแวดล้อมของกลุ่มคนน่าสงสัยที่ค่อย ๆ บีบคั้นจนต้องระเบิดออก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เขียนให้คริสเป็นพระเอกที่เก่งเวอร์แบบซูเปอร์แมน หนังจบแบบเผยทุกปริศนาได้หมดจด การวางพื้นฐานอาชีพของตัวพ่อตัวแม่ และบรรดาเพื่อนบ้านล้วนมาลงตัวกับบทเฉลย และปิดจบแบบไม่ต้องเหลืออะไรไว้ให้ต่อภาค 2

จอร์แดน พีล ผู้กำกับและเขียนบท
เนื่องด้วยเป็นหนังฟอร์มเล็ก ไร้ดาราขายชื่อ ไร้สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คต์ นอกจากชื่อเสียงของตัวหนังเองที่สั่งสมมาจากฝั่งอเมริกา หนังน่าจะเข้าฉายบางโรงและออกภายในหนึ่งสัปดาห์ ถ้าใครเป็นคอหนังสยองขวัญแล้วพลาดไปเสียดายแทน เพราะมันเป็นหนังที่ตอบสนองคอหนังสยองขวัญได้อย่างอิ่มเอม โดยเฉพาะถ้าดูในโรง ถ้าปีที่แล้ว Don’t Breathe เป็นหนังสยองขวัญสร้างเซอร์ไพรส์ ปีนี้ก็เป็นปีของ Get Out ล่ะครับ

ดูหนังออนไลน์

หนัง Baby Driver ปล้นเต็มสปีด มันส์สุดเร้าใจโดนใจนักซิ่ง

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว

การกลับมาแบบนักดูหนังต้อนรับกันเต็มเหนี่ยว ของผู้กำกับขวัญใจวัยรุ่นสายเกรียนอย่าง เอ็ดการ์ ไรต์ ที่หลังสุดมีเครดิต (แบบมีดราม่า) จากการเขียนบทเรื่อง Ant-Man (2015) ส่วนด้านผลงานเต็มตัวทั้งกำกับทั้งเขียนบทที่สร้างชื่อให้เขามาตลอดนั้น อย่างเรื่องล่าสุด The World’s End (2013) ก็มาแบบค่อนข้างกระแสแผ่วมาก ๆ ต่างจากผลงานก่อนหน้าอย่างพวก Shaun of the Dead (2004), Scott Pilgrim vs. the World  (2010) และผลงานที่ดีที่สุดของเขา (ในความเห็นส่วนตัว) อย่าง Hot Fuzz (2007) ไปมากทีเดียว ทำให้ Baby Driver นับเป็นการกลับมาคืนฟอร์มที่แจ่มว้าวสมการรอคอยของสาวกพันธุ์แท้เฮียไรต์ทีเดียว

เอ็ด การ์ ไรต์ ผู้กำกับกับ แอน เซ ล เอลก อร์ต ผู้แสดงนำฝ่าย

หนัง เล่าเรื่องของ เบบี้ (แอน เซล เอ ลก อร์ต) ชายหนุ่ม ผู้ มีแผลใจ ใน วัยเด็ก จาก การ สูญ

เสีย บิดารวมทั้ง แม่ ใน อุบัติเหตุ ทาง รถยนต์ ที่ มี เขา อยู่ ด้วย ซึ่ง นอกเหนือจากการ ที่ เขา จะ

ต้องย้ายมา อยู่ สำหรับเพื่อการ อุปการะ ของ โจ เซฟ (ซีเจ โจนส์) ชายผิวส์ผู้เป็น ใบ้ แทน

แล้ว เขา ยัง จะต้องอยู่ กับ เสียง วิ้งๆ ใน หูตลอดระยะเวลา ไป ตลอดชีพ ทำให้เขามัก ใส่ หูฟัง

เพลง จาก ไอ พอเพียง ด เพื่อ กลบ เสียง นั้น อยู่เป็นประจำ เนื่องจาก ชีวิต ที่ มิได้ สวยงาม เขา

ค้างหนี้ ก้อน ใหญ่ กับ ด็ อก (เคงิน สเปซี่) ชายความเป็นมา ลึกลับ ผู้อยู่เบื้องหลัง ตำรวจ เลว

ทราม รวมทั้ง การวางเป้าหมาย ว่าจ้าง ผู้ร้าย ก่อเหตุ ชิงทรัพย์ ใหญ่ ดูเหมือนจะทุก ครั้ง ใน เมืองแอต แลน ต้า

ด็อกมองเห็นความสามารถของเบบี้ที่ขับรถความเร็วสูงหนีการไล่ล่าได้ทุกครั้งจนต้องใช้งานอยู่เสมอในการช่วยขับให้ทีมปล้นหลบหนีตำรวจ ตัวเบบี้แม้จะไม่อยากทำงานสกปรกนี้แต่หนี้ก้อน

ใหญ่ที่เขาติดกับด็อกก็บังคับให้เขาต้องอยู่ในวังวนนี้ตลอด แม้ว่าวันหนึ่งการเข้ามาของ เดโบร่า (ลิลี่ เจมส์) หญิงสาวสุดสวยที่เคมีเข้ากับเขาแทบจะทันทีที่พบกัน จะทำให้เขาอยากหนีจาก

ชีวิตอาชญากรรมเต็มที แต่งานนี้ด็อกและเหล่าสุดแสบที่ถูกรวมตัวมาร่วมทีมปล้นครั้งใหญ่อย่าง ไอ้โรคจิตแบทส์ (เจมี่ ฟ็อกซ์) และคู่รักสุดโหดอย่าง บัดดี้ (จอน แฮมม์) กับดาร์ลิง (ไอซ่า กอนซาเลส) คงไม่ยอมปล่อยกุญแจสำคัญในแผนอย่างเบบี้ไปโดยง่ายแน่ ๆ

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาฟูมฟักนานนนนมากกกก จนเหลือเชื่อเลยครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ผู้กำกับปลุกปั้นหลังจากหมดภารกิจจาก Ant-Man เสียอีก เอาเข้าจริงไรต์น่าจะเริ่มเขียนบท

ตั้งแต่จบหนังเรื่องแรกของเขาตั้งแต่ปี 1995 นู้นนนน แต่กว่าบทจะลงตัวสมบูรณ์ก็มายันปี 2011 เลยทีเดียว และกว่าจะได้ถ่ายทำจริงจังก็ปีนี้นี่เองครับ โดยจากแรก ๆ ที่ไรต์เตรียมเพลงประกอบในการทำหนังแอ็คชันมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น (ศัพท์นี้ผู้กำกับแกนิยามเองนะ) ไว้ 10 เพลงก็ไหลมาจนถึง 30 เพลงจนได้

อาจเพราะหมักข้นได้ที่ขนาดนี้หนังเลยออกมาแซ่บไม่ธรรมดาเอามาก ๆ ครับ เพราะเป็นการผสมหนังหลายแนวหลากอารมณ์ให้มานัวอยู่ในเรื่องนี้ได้อย่างสนุกทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นหนัง

อาชญากรรมที่มีการวางแผนชิงไหวพริบของคนในทีมที่ไม่ได้สามัคคีอะไรกันนัก ตัวละครอย่าง ด็อก ก็ดูลึกลับจนยากหยั่งถึง ด้านความเป็นหนังธริลเลอร์ก็มีตัวร้ายอย่าง แบทส์ และคู่รักบัดดี้

กับดาร์ลิง ที่กดดันคนดูจนแบนราบไปกับที่นั่ง ยิ่งตอนหลัง ๆ นี่มันจะตื้อจะโหดกว่าพวกหนังสยองขวัญฆ่าไม่ตายบางเรื่องเสียอีก โคตรลุ้นจริง ๆ เพราะพระเอกนอกจากฝีมือขับรถเทพแล้ว

พี่แกก็มนุษย์ธรรมดาท่ามกลางเหล่าสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง บทสนทนาเรื่องนี้ก็มีชั้นเชิงมากครับ หลายฉากนี่ฟาดฟันด้วยฉากพูดได้ลุ้นกว่าแอ็คชันเสียอีก บางช่วงนี่นึกว่าเควนตินมาเขียน

ให้เลยด้วยซ้ำ ส่วนพาร์ทความเป็นหนังแอ็คชันที่นอกจากการไล่ล่าด้วยรถแบบลุ้นตีนจิกแล้ว ก็ยังมีการใช้รถสู้ฟาดฟันกันแบบเหนือชั้นทีเดียว ด้วยพลังของการถ่ายขับจริงที่ไม่พึ่งพาซีจี กับ

พลังการตัดต่อที่หนังของไรต์ทำได้เหนือชั้นทุกเรื่อง นี่จึงเป็นหนังขับรถที่มีฉากไล่ล่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

นอกจากนั้นทางฝั่งอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ ในหนัง อย่างความเป็นหนังรักก็ทำได้เชื่อแบบปลื้มปริ่ม อายม้วนต้วนกับฉากจีบและบทสนทนาเขิน ๆ ยิ่งพอความรักมีอุปสรรคเรายิ่งอินไปกับตัว

ละคร ต้องบอกว่านักแสดงอย่างแอนเซล กับลิลี่ นั้นสวยหล่อจนเคลิ้มแถมเคมีเข้ากันดีมากอีกต่างหาก จะฝั่งตลกก็มีให้พอยิ้ม ๆ ถึงจะไม่ฮาโปก แต่ก็พอดีกับตัวหนัง ซึ่งหนังก็ไม่ได้เน้นมา

ทางตลกคาเฟ่หนักอยู่แล้ว แต่จะเน้นบรรยากาศที่กวน ๆ ยิ่งถ้าใครชอบดูพวกหนังแอ็คชันหนังรถซิ่ง หรือคอหนังทุกแนว เชื่อเลยว่าจะต้องรู้สึกโคตรฟินกับการกวนโอ๊ยหนังชาวบ้านเขาไปทั่ว

แบบเนียน ๆ ของไรต์ แม้แต่หนัง Monster Inc. แอนิเมชั่นดิสนีย์ที่ไม่เคยถูกอนุญาตให้มาร่วมวงศ์ไพบูลย์กับหนังเรต R เลยในประวัติศาสตร์ ก็ยังถูกเอามาใช้ได้ตลกดี

และส่วนที่ฟ้าวสาดมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้คือ ความเป็นมิวสิคัลโพสต์โมเดิร์น อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกนั่นล่ะครับ ใครดูฉากลองเทคที่เบบี้เดินไปซื้อกาแฟ คงเอาไปเทียบกับหนังมิวสิคัลแท้

ๆ อย่างพวก La La Land แน่ ๆ (ซึ่งจริง ๆ เอ็มมา สโตน ก็เคยถูกทาบทามให้เล่นหนังเรื่องนี้ก่อนจะเซย์บายไปรับบทนำใน La La Land ล่ะนะ) แต่ความเหนือชั้นของไรต์ที่เพิ่มความเป็น

โพสต์โมเดิร์นไปทำให้หนังแตกต่างไปเลยครับ เพราะเพลงในหนังและการเต้นรำไปตามท้องถนน มาจากบุคลิกกวน ๆ ของเบบี้ ที่ชอบฮัมเพลงและเต้นไปตามเสียงเพลงอย่างไม่คำนึงลุค

เคร่งขรึมที่เห็นในตัวอย่างแม้แต่น้อย 555 คือจริง ๆ มันเกรียนเลยล่ะ แค่เก็กขรึมไปงั้นเอง ดังนั้นเพลงในหนังจึงเป็นเพลงที่ตัวละครเปิดฟังอยู่ในขณะนั้นจริง ๆ ไม่ใช่ซาวด์ประกอบ ขณะเดียวกัน

ฉากที่ไม่มีการเปิดเพลง เราจะได้ยินเสียงวิ้ง ๆ เจืออยู่ในบรรยากาศ เป็นเสียงแบบที่เบบี้ได้ยินในหูเขาตลอดเวลาถ้าไม่ได้ฟังเพลงด้วยครับ

อันนี้เป็นฉากเปิดเรื่องซึ่งทางค่ายปล่อยมาให้ชมไปเลยว่าหนังมันจะมีลีลาแบบไหน เชื่อว่าดูแล้วคงเข้าใจสิ่งที่ผมพูดไปก่อนหน้าแน่ ๆ ว่าพระเอกมันเกรียน โดยในฉากนี้ได้ใช้

เพลง Bellbottoms ของวง Jon Spencer Blues Explosion มาประกอบ ซึ่งจริง ๆ ฉากเปิดนี้ผู้กำกับเคยทดลองทำเอ็มวีให้วง Mint Royale ในเพลง Blue Song มาก่อนนานแล้ว ตั้งแต่

โปรเจ็กต์หนังยังลุ่ม ๆ ดอน ๆคงอัดอั้นอยากปล่อยของเต็มทนครับ 555 ตัวเอ็มวีเพลงนั้นลองไปเสิร์ชดูในยูทูบ ดูเปรียบเทียบกันได้ครับ

จากฉากเปิดนี้นอกจากเราได้เห็นบุคลิกต่าง ๆ ของเบบี้แล้ว เรายังได้เห็นจังหวะการใช้เสียงเพลงกับการแสดงและการตัดต่อที่เจ๋ง ๆ รวมถึงภาพรวมของมู้ดในหนังทั้งความขบขัน อาชญากรรม และการไล่ล่าด้วยรถที่มันสะแด่วมาก ๆ ครับ

ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ในหนังก็เป็นเพลงยุค 1970s ที่ก่อกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีใหม่ ๆ ไปทั่วโลก นั่นก็คือร็อกนั่นเอง มันเลยมีเพลงจากวงเจ๋ง ๆ จากฝั่งอังกฤษมาเป็นพะเรอเกวียนตั้งแต่ Queen, T. Rex, Beck, Blur, Jon Spencer Blues Explosion, The Damned เป็นอาทิ คือใครสายนี้คงอินมาก แต่แค่จังหวะหนังกับตัวเพลงนี่ก็ตัดต่อมาได้มันมาก ๆ แล้วครับขนาดว่าไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลย ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเสียของหนังเหมือนกันเพราะหลาย ๆ มุกที่ผู้กำกับอยากกวนโอ๊ยนี่มาจากความพอดี๊พอดีของเนื้อเพลงกับบทสนทนาหรือสถานการณ์ในหนังด้วย แต่ในฉบับฉายไทยนี่น่าจะไม่ได้รับสิทธิ์แปลซับไทยเนื้อเพลงมาด้วย ทำให้ต้องคอยนั่งฟังเนื้อเพลงภาษาอังกฤษเอาเองครับ ก็เสียอรรถรสไปพอสมควร

ดูหนังออนไลน์

หนัง127 Hours : ติดอยู่ในร่องภูเขา ไปไหนไม่ได้ หรือจะต้องตายที่นี่

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก

127 ชั่วโมงระทึก คืนวันศุกร์กลางเดือน เม.ย. ปี 2003 แอรอน รัลสตัน ชายหนุ่มชาวอเมริกัน วัย 26 ปี ผู้ชื่นชอบการผจญภัยกลางแจ้ง ควบรถโฟร์วีลคู่ใจออกเดินทางเพื่อไปไต่เขาในอุทยานแห่งชาติบลู จอห์น แคนยอน หุบเขาอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดสายตาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

ความสุขของนักผจญภัยอย่างเขาหนีไม่พ้นการปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามทางขรุขระกลางทะเลทราย ใต้ผืนฟ้ากว้างสดใส แสงแดดเผดเผา ปีนป่ายกระโดดไปมาตามร่องเขา ซอกหินแคบๆ ใต้ผาสูงชัน ซึมซับเอาบรรยากาศสมบุกสมบันไว้อย่างครบถ้วน

แต่ว่า แล้ว จู่ๆ ชะตากรรม ก็ ซัด ใส่ โดย ไม่ทัน ตั้งตัว เมื่อ เขา เสียทำ หลุดล่วงตรง รอยแยก ของ

ช่องเขา ลีก ลงไป หลาย สิบ เมตร แขนต้านขวา ติดอยู่ ใต้ หิน ขนาด ยักษ์ หนักอึ้ง ขยับ ไม่ได้

ทั้งยัง ผลัก ต้น ตื่ ชนยังไง ก็ ไม่เป็นผล สติ เริ่ม กระเจอะกระเจิง เขา เหลียวมองรอบข้าง

พบว่ามีเครื่องใช้ไม้สอย จำเป็นต้อง ประจำตัว มี อยู่ อย่างจากัด ก็เลย คิด หา สารพัดวิถีทางมา

ปรับแก้ สถานการณ์ ฉุกเฉิน

วินาทีแห่งความเป็นความตายเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น

127 Hours สร้างขึ้นจากเรื่องจริง ของ นักปืนเขานาม แอรอน รัลสตัน (เจมส์ ฟรั่งโก) กับ

การเสียงภัย สุต ระทีก ใน ตอน ช่วงเวลา กว่า 5 วัน เมื่อ เสียท่า ติดอยู่ สั่งเดียว ถาง ใน ร่อง

ช่องเขา แขน ถูก หิน ยักษ์ ทับ ขยับ ไม่ได้ เขาต้อง คิด หา แนวทาง เอาชีวิตรอต ภายใต้

เหตุการณ์ ฉุกเฉิน ผลงาน การดูแลของ แดนนี่ ขอยล์ เจ้าของรางวัลออสการ์ (Slumdog

Millionaire)

หนัง เรื่องนี้ พาไป สัมผัสการผจญภัย ใน โลก กลางแจ้ง เบื้องบน ผืนฟ้า สี คราม ก้อนเมฆ ขาว

ลอยเด่น สายลม แสงตะวัน พัดพา โบก โบย เบื้องล่างมี ช่องเขา กว้างขวางยืน สูงเด่น สุด

สายตา ทาง ตะปุ่มตะป่า บน แผ่นดิน แล้ง ร่องเขา แคบ ๆ ใต้ โตรก หน้าผา วนเวียน ตั้นด้น ไป

ไม่รู้ จบ จากแอรอน ขี่จักรยาน ไป กลาง ทะเลทราย เวิ้งว้าง หรือ ยืน เท้า เอว อย่าง ผู้ชนะ บน

ยอด หน้าผา สูง หรือ ฉาก หย่อนยาน ตัว จาก ซอกเขา แคบ ๆ ลงสู่ แอ่งน้ำ เย็น ใต้ ซอกเขา ล้วนบรรยาย ภาพ ให้มองเห็น ความมหัศจรรย์ ของ ธรรมชาติ ได้ แจ่มชัด

หรือ ฉาก ที่ นักแสดง ติดอยู่ ใน 127 ชั่วโมง ระทึก ผู้ชม จะ ได้ลุ้น ไป กับ การคิด หา แนวทาง

สำหรับการ เอาชีวิตรอด สติสัมปชัญญะ แล้วก็ ไหวพริบปฏิภาณ การคิดคิดแผน ใช้ วัสดุ

อุปกรณ์ น้ำคีม และ อาหารที่ มี อยู่ เพียงแค่ น้อย นิด ให้ คุ้ม ที่สุด ขรรยากาศ อัน บีบคั้น หัวใจ

ให้ลุ้น เอาอย่างเสียง หอบ หายใจ เสียงมีด ขูด หิน งสลับกัน ภายใต้ความมีคมน มิด เหน็บ

หนาว รวมทั้งร่างกาย ที่เหน็ดเหนื่อย ลง ทุกครั้ง รวมทั้ง ความคิด ความจำ ความฝัน

จินตนาการ ที่ พรั่งพรู ไหล ออกมา เป็น ภาพ ใน หัว ของ นักปืนเขา ชายหนุ่ม คนนี้

เจมส์ ฟรังโก ตีบทกระเจิงจนสามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (แม้จะชวด แต่ก็ยังคว้านักแสดงชายยอดเยี่ยม รางวัล Independent Spirit Awards จากแวดวงหนังอินดี้มาปลอบใจได้) ด้วยการแบกรับหนังทั้งเรื่อง หนังยังโดดเด่นด้วยการกำกับภาพขั้นเทพ เทคนิคแพรวพราวของตากล้องคนสำคัญทั้ง 2 คนอย่าง แอนโทนี ดอด แมนเทิล, B.S.C., D.F.F. (Slumdog Millionaire) และเอนริเก เชดิเอก (28 Days Later) ตัดสลับไปมาจากกล้องถ่ายหนังและกล้องวิดีโอ (แทนภาพวิดีโอส่วนตัวที่แอรอนถ่ายตัวเอง)

สไตล์การกำกับของ แดนนี บอยล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์ชาวอังกฤษผู้นี้ ยังคงไว้ซึ่งลายเซ็นเฉพาะตัว นับตั้งแต่หนังแนวๆ อย่าง Trainspotting ผลงานระดับ 8 รางวัลออสการ์ Slumdog Millionaire มาจนถึง 127 Hours เรื่องล่าสุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ ลำดับภาพ ตัดต่อ บทภาพยนตร์ รวมถึงดนตรีประกอบที่โดดเด่นยากจะหาใครมาเทียบ

ที่สุดของที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือ ตัวละครในชีวิตจริงที่ยังมีลมหายใจ แอรอน รัลสตัน ชายผู้ทำให้โลกตะลึงด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความกล้าหาญของมนุษย์ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค

ดูหนังออนไลน์

Fifty Shades of Grey เป็นภาพยนตร์แนวรักดราม่าอีโรติกสุดแซ่บ

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey

Fifty Shades of Grey : ฟิฟ ตี้เชตส์ ออฟ เก รย์ สร้างขึ้นจาก นิยาย แนว อีโรติก โรมานซ์ ขาย

ดิบขายดี ของ อี แอล เจมส์ ว่าด้วย ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซย สตีล” นักศึกษา

สาวปี ท้ายที่สุด เอก รรรณคดี อังกฤษ แล้วก็มหาเศรษฐี นักธุรกิจ ผู้ ประสบผลสำเร็จ วัย 27

ปี “คริสเตียน เกรย์” ความเกี้ยวเอง ที่ เริ่ม จาก การ สัมภาษณ์เพียงแค่ 10 นาที กลาย เปิ่น

ความ ชมรม ที่จะ เปิดเผย ทุก ความมุ่งมาดปรารถนา ที่หลบซ่อน ข้างใน ตัว ให้ลุกโหม ออกมา

และก็เปลี่ยน ทุก โมเลกุล ภายในร่างกาย ให้ ร้อนระอุ ขึ้น ด้วย รสนิยม แบบ “เฉพาะตัว” อย่าง ที

ไม่คาดฝัน!

เพราะความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคน 2 คน

ความสัมพันธ์ ระหว่าง “แอนาตา เซีย” แล้วก็ “คริสเตียน” ที่ สลับซับซ้อน และก็เต็มไปด้วย

เงื่อนไข จริง จัง ที่ แต่ล:ฝ่ายต่าง จำต้อง กุม ปังเหียน เพื่อ ใส่ รับ กับ ความปรารถนา แล้วก็ สั่งที

ต้องการ ของตัวเอง ซึ่งเชื่อมั่นได้เลย ว่า ทุก ความเชื้อมโยง บน โลกนี้ จะต้อง เคย เผชิญ

ปัญหา ที่ ไม่อาจจะ หาศาตอบ ได้เว้นเสียแต่ พวกเขา จะ ช่วยเหลือกัน “ต่อรอง” แล้วก็ “ตกลง

” เห็นด้วย ใน ข้อตกลง ของ กันแลกัน … นั่น เป็น สิ่ง ที่ พวกเขา เลือก ที่ ใน ฐานะ “กฎ ของ

ความข้องเกียว”

หนังพาเราตามไปดู “การพัฒนา” เงื่อนไขของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 คน ที่คนหนึ่งเป็นพวกชอบควบคุม เป็น “นาย” กับอีกคนที่ยอมโอนอ่อน เป็น “บ่าว” ความอยากเป็นอิสระแต่อีกใจหนึ่งก็กลับอยากถูกครอบครองของทั้งสองคน ทำให้ทั้งคู่ต่างโหยหาซึ่งกันและกัน แม้จะเจ็บปวดและชวนอยากถอนตัวเท่าไร แต่ใจก็ยังอยากลอง อยากลิ้มชิมรสความแปลกใหม่เสมอ … ตลอดเส้นทางของเงื่อนไขที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป หนังทำได้เพลิดเพลินมาก! สร้างเซอร์ไพรซ์คนดูในทุกการกระทำของทั้ง “แอนาสตาเซีย” และ “คริสเตียน”

– เหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์
ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว! –

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์แล้ว หนังยังใช้ “บทสนทนา” ที่ฉลาดและโรแมนติก ไม่หวานแต่เร้าใจ เต็มไปด้วยความเท่ห์ชวนจิกหมอน ฟินไปกับหน้าเกลี้ยงเกลาของ “เจมี่ ดอร์แนน”  รวมไปถึงการกำกับของ แซม เทย์เลอร์ จอห์นสัน ก็ทำได้ชวนติดตาม มีการวางประเด็นเพื่อปูอดีต และซึมซับลักษณะความคิดของทั้ง 2 คน พร้อมทั้งยังนำเสนอ “ทุกจินตนาการของผู้หญิง” ออกมาให้โลดแล่นบนจอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในฉากทั่วไปที่ออกเดทแบบปกติ หรือจะเป็นฉากชวนสยิวก็ทำได้ทั้งอ่อนโยน สวยงาม และดูมีศิลปะ น่าติดตามมากกว่าจะชวนขยาดและผละออกจากหนัง ดูแล้วเหมือนกับกำลังชมภาพวาดของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆปลดแอกทุกบุคลิก ทุกตัวตนของตนเองออกมาในครั้งเดียว!

เปิดประสบการณ์ใหม่กับเงื่อนไขอันร้อนแรง
ด้วยภาพสุดเนี้ยบ เพลงประกอบสุดพลัง และการแสดงสุดฮอต!

ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ เพราะฉากเซ็กซ์ซีนถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการแสดงออกถึง “การปลดแอก” ของตัวละครกลับสู่ “สัญชาตญาณหลัก” ของมนุษย์ที่เย้ายวนเกินควบคุม ซึ่งทั้ง 20 นาทีที่ฉากนี้ปรากฏในเรื่อง เต็มไปด้วยความเข้ากันในเชิงอารมณ์ระหว่างการแสดงของ “เจมี่ ดอร์แนน” และ “ดาโกต้า จอห์นสัน” ทั้งยังโดดเด่นด้วยเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมที่มาถูกเวลา ถูกที่ ด้วยจังหวะช้า ลูบไล้ที่เย้ายวน ทรงเสน่ห์ รอเวลาลุกโชนด้วยเสียงอันทรงพลัง พร้อมด้วยเครื่องดนตรีที่หนักแน่นอย่างเพลง Haunted หรือ Crazy In Love ของ Beyonce ที่นำมารีมิกซ์ใหม่ I Put A Spell On You ของ Annie Lennox หรือจะโหยดูเคว้งคว้างกลางอากาศแล้วตกลงมาในวิเดียวอย่าง Salted Wound ของ Sia ก็เปิดประสบการณ์ใหม่ทางรสนิยมของมิสเตอร์เกรย์ได้ถึงขีดสุด!

อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ “เซ็กส์ซีน” สวยงาม ไม่น่าสะอิดสะเอียนคือ “การออกแบบงานสร้าง” ที่ทำออกมาเนี้ยบ เป๊ะ สมกับคาแรกเตอร์ของมิสเตอร์เกรย์ ทั้งการจัดวางแสงและอุปกรณ์ การใช้สีในห้องเล่นชวนสยิว (Playroom) ที่ขัดกันอย่างชัดเจนกับเพนท์เฮาส์ของเกรย์ที่ใช้ความเข้มทึมสะท้อนความอ้างว้าง บาดแผลในใจของเขาได้อย่างดี

ทางด้านการแสดงของคู่พระนาง การ “เปลือยเปล่า” ทั้งทางจิตใจและร่างกายสำหรับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะฉากนี้ถือเป็นงานหนักของฝ่ายหญิงอย่าง “ดาโกต้า จอห์นสัน” แต่เธอก็สามารถแสดงความรู้สึกทั้งกลัว สับสน หรือมีความสุขได้อย่างชัดเจน! ดาโกต้าดูเป็นธรรมชาติมากและสื่ออารมณ์ส่งตรงถึงคนดูได้ดีเยี่ยม เรารู้สึกสนุกและอยากติดตามการพัฒนาบุคลิก และไม้เด็ดที่เธอเอามางัดกับคริสเตียนตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเราตามเธอได้อย่างไม่มีเบื่อ!

สำหรับ “เจมี่ ดอร์แนน” แน่นอนว่าด้วยหุ่นและหน้าตาอันหล่อเหลา ช่างทรงเสน่ห์เป็นที่ถูกใจสาวมาก ซึ่งส่งให้เขาสร้าง “มิสเตอร์เกรย์” ในแบบของเขาที่เป็นคนนิ่งๆ แต่แสดงออกทางอารมณ์ด้วยสายตามากกว่าทางร่างกาย การแสดงอาจจะยังไม่โดดเด่นดูเป็นธรรมชาติเท่ากับดาโกต้า ทว่าฉากสำคัญที่ต้องสื่ออารมณ์ พอภาพตัดมา Close Up ที่เจมี่ ทุกความเจ็บปวดที่เคยประสบสะท้อนผ่านสายตาของเขาที่มีสีเข้ม ลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนา ซึ่งชวนให้ “แอนาสตาเซีย” อยากค้นหา และล้วงลึกไปในอดีตอันมืดดำของเขา

Fifty Shades of Grey: มุมมืดหลายระดับของ “คริสเตียน เกรย์” ที่จะปลดปล่อยพันธนาการที่ครอบงำให้จิตใจเป็นอิสระ แหกกฏความสัมพันธ์เดิมๆ พาคุณเข้าสู่อีกโลกนึงที่เป็นได้ทั้งความสนุก ความเร้าใจ ความแปลกใหม่ของชีวิต แต่อีกด้านหนึ่งมันคือความเศร้า ความว่างเปล่า บาดแผลอันโหดร้ายที่ขึ้นสนิมติดค้างในใจของเขามาตั้งแต่เยาวว์วัย คลุกเคล้าด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดเรื่องจนกระทั่งฉากจบ สะท้อนอารมณ์ของ 2 ตัวละครได้เยี่ยมยอด พร้อมด้วยการแสดงที่เข้ากันรอวันพัฒนาให้กลมกล่อมมากขึ้นไปอีก

ดูหนังออนไลน์

ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นผจญภัยโลดโพน Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog

Sonic the Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือ ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นผจญภัยโลดโพน สร้างจากเฟรนไชน์วิดีโอเกมชื่อดังของ เซก้า กำกับโดย เจฟฟ์ โฟว์เลอร์ ที่เคยฝากผลงานหนังสั้นเข้าชิงออสการ์ ซึ่งในตอนแรกภาพยนตร์เจ้าเม่นสีฟ้านั้น โซนี่ พิคเจอร์ เป็นผู้จัดจำหน่ายในปี 2013 ก่อนที่ต่อมาเป็น พาราเมาต์ พิคเจอร์ แทน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เคยวางตัว Paul Rudd จาก Ant-Man มารับบทนำ ก็เปลี่ยนเป็นอย่างที่เห็นทุกวัน ไหนจะเจอมรสุมของหน้าตาโซนิคอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัว แค่ในตอนนี้ล่ะนะ

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือผลงานเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 27 ปี ของ โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก ตัวละครมาสคอตของเซก้า ค่ายเกมดังจากญี่ปุ่น จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่พร้อมจะนำเจ้าโซนิค เม่นสีฟ้าสีน้ำเงิน ผู้ที่มักประมือกับ ดร. เอ้กแมน หรือ ดร. โรบอทนิกส์ ในเกมมาเป็นเวลานาน มาสู่จอเงินเป็นครั้งแรก โดย Marza Animation Planet สตูดิโออนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น พร้อมด้วยทัพนักแสดงอย่าง เจมส์ มาร์สเดน (จาก Enchanted และ ซีรีส์ Westworld) ทิก้า ซัมพ์เตอร์ (จาก Ride Along 2 และ ซีรีส์ Gossip Girl) จิม แคร์รีย์ นักแสดงที่หวนกลับมาเล่นบทตลกอีกครั้ง พร้อมได้ เบน ชวาชท์ ให้เสียงพากย์เป็น โซนิค ตัวละครหลักของเรื่อง และมีกำหนดฉายในวันที่ 27 พฤศจิกายน แต่ทว่าเมื่อตัวอย่างแรกของ Sonic The Hedgehog ออกมา…หน้าตาสมจริง สมจริงจนน่ากลัว!

ภาพยนตร์เลย ถูก กระแส แฟน รวมทั้ง ชาวโลก ซับไล่สส่งกดส ไลค์ ไม่ หันมา แลไม่แคร้

ไปดู (พอ เหอะ) จนกระทั่ง ทาง ผู้กำกับ แลก็ ผู้ที่มีการเก็ยวข้อง จำต้อง ออกมา ขออภัย แล้ว

ก็สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลง Sonic  ซึ่ง ผล ออกมาเป็น แบบอย่างปัจจุบัน

เปลี่ยนเป็น ภาพยนตร์ ของ พารา เมา ต์ ที่ ติด เทรนด์ ทวิต ทั้งโลก รวมทั้ง ใน ยุ ทูป ทั้งยัง ไทย

แล้วก็เทศ ด้วย การปรับ รูปแบบใหม่ คราวนี้ จำเป็นต้อง ยก ความดีความชอบ ให้ กับ ‘ไท สัน

เฮ ส เซ อ นักเขียนการ์ตูน ที่ วาด หนังสือ การ์ตูน โซนิค ในช่วงเวลานี้ เข้ามา ช่วยทำให้ปรับ แก้

ให้เจ้า เม่นที่ พวกเรา รู้จัก ได้กลับคืน มา เอ้า! ตบมือ สิ นะครับ คอย อะไร

ในเดือนเมษายนปี 1990 บริษัทเซก้าได้เสนอให้มีการสร้างตัวนำโชคใหม่ แทนที่อเล็กซ์ คิดด์ซึ่งเป็นตัวนำโชคเดิม ธิโอดอร์ รูสเวลท์กับชุดนอน (ถูกพัฒนาภายหลังมาเป็นดร.โรบอทนิกส์), กระต่าย แต่ผลงานที่ได้รับเลือกคือผลงานของ นาโอโตะ โอชิม่าที่เลือกใช้เม่น จากนั้นทีมงานจำนวน 15 คนก็พัฒนาเกมโซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกและเปลี่ยนชื่อทีมเป็น โซนิคทีม ซึ่งเป็นทีมที่พัฒนาเกมในเฟรนไชน์โซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดการดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์ในเดือนสิงหาคม ปี 1994 เมื่อเซก้า สาขาอเมริกาได้เซ็นสัญญาข้อตกลงกับ Metro-Goldwyn-Mayer Pictures และTrilogy Entertainment ในการสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นที่สร้างจาก Sonic X-treme เกมที่กำลังพัฒนาในปีเดียวกันที่จะพาโซนิคเข้าสู่ยุค 3D อย่างเต็มตัว สำหรับเครื่อง เซก้า แซทเทิร์น เครื่องเกมใหม่ล่าสุดในตอนนั้น จนในปี พฤษภาคม ปี 1995, ริชาร์ด เจฟเฟอรีส์ ได้วางบทภาพยนตร์ Sonic the Hedgehog: Wonders of the World, กับเซก้า ที่เล่าเรื่องของโซนิคหนีจากเกมเดียวกันไปยังโลกความจริง และร่วมมือกับเด็กหนุ่มเพื่อหยุดยั้งแผนร้ายของด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ อย่างไรก็ตามไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใยมาคุยด้วย หนังจึงต้องถูกยกเลิกไป เจฟเฟอรีส์พยายามจะนำโครงเรื่องไปเสนอ ดรีมเวิร์ค แต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อม ๆ กับเกมดังกล่าว กระทั่งปี 2014 จึงได้เริ่มสร้างขึ้นในที่สุด

ลักษณะทางกายภาพของโซนิคจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังเช่นในยุคแรกๆโซนิคจะตัวเตี้ยกลม หน้าตาดูเป็นเด็กๆ แต่เมื่อยูจิ อูเอคาวะ นำมาดีไซน์ใหม่สำหรับเกมโซนิคแอดเวนเจอร์ โซนิคก็ได้รูปลักษณ์ใหม่ที่ตัวสูงขึ้น ผอมลง ขนเม่นที่หลังก็ยาวขึ้นและมีตาสีเขียว สีน้ำเงินโคบัลต์ได้ถูกกำหนดให้เป็นสีของโซนิคเพื่อให้สอดคลองกับโลโก้ของเซก้าและโซนิคทีม ซึ่งยูจิ อูเอคาวะ ได้เข้ามาปรับให้ตัวละครเป็นแบบปัจจุบัน คือ โซนิคเดอะแอดเวนเจอร์ เกมในเฟรนไชน์ ตั้งแต่นั้นก็ยังมี โซนิค อันลีช, โซนิค คัลเลอร์, โซนิค ฟอร์เซส ที่เซก้าไอ้ทำออกมาและประสบความสำเร็จจนเป็นได้กับคู่แข่งที่ตามหลัง มาริโอ้ ได้อย่างไม่แปลกใจ แต่ทั้งคู่ก็คอยไปจอยกันในเกมแข่งกีฬาโอลิมปิกนะ

ถึงต่างค่ายแต่ไม่แตกแยก
ทุกคนมีภาพจำโซนิคว่าเป็นเจ้าเม่นสีน้ำเงินที่มีเพื่อนคู่ใจอย่าง ไมล์ เทลส์ พราวเวอร์ สุนัขจิ้งจอกเพื่อนรัก และ นัคเคิล เดอะ อีคิดน่า เป็นคู่กัด ไหนจะชาโดว์ เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คู่ปรับที่ปัจจุบันเป็นมิตร ขอให้หยุดความคิดนี้ไว้ก่อน เพราะฉบับภาพยนตร์เป็นการดัดแปลงจากเกมก็จริง แต่เปิดตัวเพียงแค่โซนิค เพียงตัวเดียว เพราะงั้นแล้วนี่ก็ยกเนื้อหาทั้งหมดให้เป็นของ Sonic The Hedgehog ด้วยเรื่องย่อก่อนเลยครับ

เรื่องย่อ
Sonic The Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก

โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือ สิ่งมีชีวิตคล้ายเม่น ที่สามารถม้วนตัวเป็นลูกบอลและวิ่งเร็วด้วยพลังไฟฟ้าแรงสูงได้ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเอง ที่อยู่ในจักรวาลสักแห่ง แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาหลุดมาอยู่ที่โลกมนุษย์ที่เมือง กรีนฮิลล์ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐมอนทาน่า แต่ถึงแบบนั้นโซนิคก็รู้สึกตื่นตากับโลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม เช่น เล่นตีปิงปองคนเดียว อ่านหนังสือ หรือเล่นคนเดียว (คนเหงาที่แท้ทรู)

ทว่า เพราะการวิ่งด้วยความเร็วกว่าเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเผลอทำให้เกิด “การระเบิดของแม่เหล็กไฟฟ้า” ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ไฟฟ้าดับทั้งฝั่ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตื่นตระหนกมากกับเหตุการณ์นี้ จึงให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาหาต้นตอของเรื่อง โดย ด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ รับหน้าที่ดังกล่าว จนกระทั่งเขารู้ว่าโซนิค คือ สิ่งมีชีวิตที่มีพลังไฟฟ้าแรงสูงพอที่จะครอบครองจักรวาล จึงออกตามล่าอย่างไม่ลดละ

โซนิคหลบหนีจนได้มาพบกับ ทอม วาชอวสกี เจ้าหน้าที่ตำรวจเก่าของรัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ถูกสั่งย้ายมาประจำการอยู่ในเมืองเล็ก ๆ นี้ โซนิคขอร้องให้ทอมช่วยเหลือเขา แม้ทอมจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อภัยอันตรายเกิดขึ้นตรงหน้าเขาคงไม่สามารถปล่อยให้เจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้ ถูกทำร้ายได้ อีกทั้งเขาเองก็พลอยตกกะไดพลอยโจนไปด้วย พวกเขาจึงกระโจนสู่ทริปพิเศษ มุ่งหน้าสู่แคลิฟอร์เนีย โดยเชื่อว่า คือที่ ๆ มีเบาะแสอยู่

มิตรภาพเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างทอม กับ โซนิค ระหว่างการเดินทาง พร้อมทั้งหลบหนีจากหุ่นยนต์สมุนที่ด็อกเตอร์ โรบอทนิกส์ส่งมาตามล่า แม้โซนิคจะชอบป่วนเขาไปก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกัน

ทอมได้พบกับ แมดดี้ ภรรยา ผู้เป็นสัตวแพทย์ที่อาศัยอยู่ในเมือง แต่แล้วแผนการร้ายแรงของด็อกเตอร์ โรบอทนิกส์ก็ได้เริ่มต้นทำลายล้างเมืองเพื่อเจ้าโซนิคตัวเดียว และแน่นอนคนที่ซวย คือ ประชาชนในเมือง ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ซึ่งโซนิคยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

นอกจากโซนิค ต้องปกป้องมิตรต่างจักรวาลอย่าง ทอม กับ แมดดี้ แล้ว เขาต้องใช้ความสามารถที่มี ออกตามหาแหวนทองคำที่หายสาปสูญ และหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายที่จะครอบครองจักรวาลนี้ไว้ให้จงได้

ดูหนังออนไลน์

หนัง The Invisible Man มนุษย์ล่องหน ระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ

The Invisible Man

The Invisible Man

The Invisible Man (2020) ตัดแปลง มาจากยาย ไซ ไฟ -สยองขวัญ เรื่อง มนุษย์ล่องหน

ทีเผยแพร่ ใน ปี 1897 ของ เอช.จี.เวลส์ เล่าผ่าน นักแสดง เซสิเลีย แคส (อลิซาเบธ มอ

สส์) เมียผู้กลัว และก็ถูก เอเเรียน กริฟฟิน ( โอลิเวอร์ แจ็ค สั้น-โค เฮ น) สามี นักธุรกิจ และ

ก็ นักคิดค้น เทคโนโลยีด้าน ภาพ และก็ การมองมองเห็น ประทุษร้าย อยู่เสมอเวลา จนถึง วัน

หนึ่ง มี ข่าวสาร ว่า ผัว ของ คุณ ฆ่าตัวตาย คุณ เปลี่ยนเป็น ผู้รับมรตก แล้วก็ ทรัพย์สิน อย่าง

มากมาย ทั้งหมดทั้งปวง แม้กระนั้น ก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิด เหตุผล แปลก ที่ ทำให้คุณ มีความ

รู้สึกว่ามี ใครสักคน ที่ ‘ไม่เห็น’ เฝ้าตู มอง คุณ อยู่เสมอ เวลา

นับว่าเป็น โปรเจกต์ บุกเบิก จ้กรวาล ตัวประหลาด สยองขวัญ สมัยใหม่ ของค่าย Universal

โดยได้ เจ สัน บล้ม ที่ Blumhouse Productions ผู้ผลิตแฟรนไซส์ Paranormal

Activity, The Purge แล้วก็ Insidious และ Get Out (2017) รวมทั้ง US (2019) ยอด

เยี่ยม หนัง สยองขวัญ ยุคสมัยใหม่ มาเป็น ผู้ฮานวยการผลิต เริ่ม จักรวาล ใหม่ทั้งสั่น เพื่อนำ

ความ สยองขวัญ ของ เหล่า ผู้แสดง ใน ตำานาน ให้ฟื้นคืนชีพ ขึ้นมา อีกรอบ

“Universal มีประวัติ ศาสตร์ ที่ ช้านาน สำหรับเพื่อการ สร้างภาพยนตร์ ตัวประหลาด สยองขวัญ

มา ตั้งแต่ สมัย 30 ซึ่ง ผลงาน ทั้งหมดทั้งปวง เป็น สิ่งที ผม รัก แล้วก็ สนิทสนม มา ตั้งแต่ เด็ก

โน่น เป็น เหตุผล ที่ ทำให้ ผม ต้องการ สร้างภาพยนตร์ หัวข้อนี้ ด้วย แนวทางการทำ ให้ เรื่องราว

ของ ผู้แสดง กลุ่มนี้ สามารถ เข้าถึง ได้ ง่าย กับ ผู้คน ใน ช่วงปัจจุบัน”

โตยได้ ลีห์ ว้น เนล หน็ง ใน กลุ่ม สร้าง แล้วก็มือ เขียน บท จาก Saw ซีรึส์หนัง สยองขวัญ

ระดับนานาชาติ (เป็นเพื่อน สนิท กับ เจมส์ วาน ผู้กำกับ โลw ภาคแรก) และก็ผู้กำกับ

Insidious: Chapter 3 และก็ Upgrade หนังไซไฟสยองขวัญที่ดิบ เดือด สาแก่ใจ เล่า

เฉลียวฉลาด ใน ปี 2018 และก็เป็น แฟนๆ ตัวยง ของ หนัง สยองขวัญ สมัยเก่า มารับ หน้าที่

เขียน บท แล้วก็ ดูแล The Invisible Man ด้วยตัวเอง

“ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังสยองขวัญ และชื่นชอบการได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสยองขวัญ โดยเฉพาะหนังเรื่อง The Invisible Man กินพื้นที่ในหัวผมเยอะมาก และผมจะสามารถเก็บค่าเช่าพื้นที่ในหัวของผม ก็ด้วยการสร้างเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วยการเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอมากนักในหนังสัตว์ประหลาดสยองขวัญ”

นั่นคือเปลี่ยนจากการนำเสนองผ่าน ‘สายตา’ ของสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่ง โหดร้าย มีความปกติ มาเป็นการพาคนดูเข้าอยู่ใน ‘หัวใจ’ ของฝ่ายผู้ถูกกระทำ ความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มาจากแค่พฤติกรรมโหดร้ายที่นางเอกต้องเผชิญ แต่เป็นความสยองขวัญที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้ ‘ความรู้สึก’ นั้นไปพร้อมๆ กัน

เซซิเลีย แคส เลยไม่ใช่แค่ ‘เหยื่อ’ ที่ไล่ล่าในฐานะตัวละครผู้โชคร้ายในหนังสยองขวัญ แต่เป็น ‘ตัวแทน’ ของ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ทั้งโลก เป็นภรรยาที่ถูกลิดรอนสิทธิในการแสดงออก ไม่มีสิทธิปกป้องชีวิตของตัวเอง ต้องอยู่ใต้การปกครองของสามีที่โหดร้าย

เป็นได้เพียง ‘ผู้หญิงบ้า’ ในวันที่ออกมาป่าวประกาศว่ามีมนุษย์ล่องหนคอยติดตามและทำร้ายเธออยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เรื่องที่พูดจะเป็นความจริง แต่กลับไม่มีใครเชื่อ ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่เศร้ามากๆ ในวันที่ปัญหาคุกคามทางเพศและกระแส #MeToo ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในสังคม

เมื่อผูกไปกับคอนเซปต์ของการ ‘มีอยู่’ ที่ ‘มองไม่เห็น’ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ ‘อำนาจ’ ในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ หรือโลกที่ไร้ความเท่าเทียมที่หลายคนพร้อมจะปิดตาเพื่อบอกว่าไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น

มีเพียงนักแสดงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในความคิดและหัวใจ ลีห์ วันเนล ว่าเหมาะสมกับการรับบทเป็น เซซิเลีย แคส มากที่สุดคือ อลิซาเบธ มอสส์ นักแสดงจากซีรีส์ Mad Men (2007-2015) และ The Handmaid’s Tale (2017-2020) ที่ทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Emmy Awards และลูกโลกทองคำ

การรับบทนำเป็น จูน ออสบอร์น ในซีรีส์ The Handmaid’s Tale ที่ว่าด้วยการกดขี่ผู้หญิงในโลกอนาคต ทำให้ภาพลักษณ์ อลิซาเบธ มอสส์ มีอีกหนึ่งสถานะในการเป็น ‘ตัวแทน’ ของผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ถูกกระทำโดยระบบ และต้องลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง และสิ่งนั้นจะยิ่งเห็นชัดมากยิ่งขึ้นใน The Invisible Man

“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีแค่ความรุนแรงทางกาย แต่ต้องลงลึกไปถึงจิตใจและอารมณ์ ฉันหวังว่าหนังเรื่องนี้จะมอบความเข้มแข็งและโอกาสในการต่อสู้ให้กับคนที่เจอกับเรื่องแบบนั้น โดยเฉพาะการถูกตัดสินหรือบังคับให้พวกเธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเธอไม่ควรอยู่ ไม่ควรมีใครถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้ต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น”

กระแสตอบรับของ The Invisible Man จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก หลังจากเข้าฉายไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้ทั่วโลกถึงปัจจุบันไปแล้ว 98.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียงแค่ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญทุนต่ำที่เล่าเรื่องได้ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจเกินงบประมาณ

และทุกคนสามารถเข้าไปสัมผัสความสยองขวัญที่ถูกกดทับจากสิ่งที่ ‘มองไม่เห็น’ ได้แล้วในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนัง The French Dispatch ผลงานใหม่ของ Wes Anderson

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH

THE FRENCH DISPATCH ผู้กำกับภาพยนตร์แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป มันคือตัวตน จิตวิญญาณแนวคิด ทัศนคติ ที่กลั่นออกมา โดยสิ่งเหล่านี้มักจะสะท้อนผ่านผลงานของพวกเขา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะสามารถบอกได้ว่าภาพยนตร์เรื่องไหนคือผลงานของใคร และเลือกที่จะตกหลุมรักพวกเขาผ่านผลงาน โดยเฉพาะ เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดในโลกจอเงิน

เพราะฉะนั้น เมื่อ “The French Dispatch” ภพยนตร์ เรื่อง ใหม่ ของ เวส แอนเดอร์สัน

ปล่อยตัว ออกมา ก็เลย ไม่ใช่ เรือง แปลกที จะ ถูก จับ มาวิพากษ์ กัน อย่างมากมาย ภายในระยะ

เวลา อัน รวดเร็ว รมทั้ง จาก แขบอย่าง ความ ยาว โดยประมาณ 2 น่าที ครึ่ง ที่ ปลดปล่อย ออก

มา ถึงแม่ว่า จะ ยัง ไม่แน่ชัด แต่ว่า ก็ พอ เก็บข้อมูล เค้าเงื่อนต่างๆ มาวิเคราะห์ ได้ บ้างว่า

ภาพยนตร์ ป้าย แดง ของ เวส แอนเตอร์สัน ประเด็นนี้ จะ ออกมา ใน รูปแบบ ไหน

คำถามต่อมาที่ผู้เขียนอยากทราบคือ The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน บทความนี้จึงเป็นการร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกับผู้อ่านทุกคน

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงภาพยนตร์ของผู้กำกับหนุ่มใหญ่วัย 50 กะรัตจากเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาคนนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นในเรื่องของ Visual หรือองค์ประกอบภาพ ความสมมาตรคือสิ่งที่ เวส แอนเดอร์สัน ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แทบทุกฉาก ทุกเฟรม องค์ประกอบของภาพจะต้องออกมามีระเบียบ ไม่โดดเด่นที่จุดตรงกลางก็จะแบ่งฉากออกเป็นส่วนๆ ได้อย่างพอดิบพอดี ดังนั้นภาพยนตร์ของ เวส แอนเดอร์สัน จึงสามารถตรึงผู้ชมให้อยู่กับโลกที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างอยู่หมัด จากอัตราส่วนภาพที่ออกแบบไว้ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ผู้กำกับหนุ่มใหญ่คนนี้ยังคงเป๊ะเรื่องความสมมาตรทุกกระเบียดนิ้วไม่เสื่อมคลาย ถ้าไม่เชื่อลองแคปสกรีนหน้าจอจากตัวอย่างมานั่งพิจารณาดูดีๆ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนขององค์ประกอบภาพยังคงถูกจัดระเบียบไว้อย่างพอดิบพอดี

ในเรื่องคู่สีก็เช่นกัน “เหลือง, น้ำตาล, แดง” คือสีที่ เวส แอนเดอร์สัน โปรดปราน ดังนั้นโลกในภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจึงถูกย้อมด้วยสามสีนี้ อาจจะมี The Grand Budapest Hotel ภาพยนตร์ของเขาในปี 2014 ที่โดดเด่นด้วยโทนสีชมพู แต่ถึงอย่างนั้นสีที่เด่นรองลงมาก็ยังคงเป็นสีแดงอยู่ดี เช่นเดียวกับใน The French Dispatch ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ได้เห็นทั้งหมด แต่ก็ยังพอจะรู้ได้ว่า โทนสีเหลือง แดง น้ำตาล ยังคงเป็นโทนสีโปรดของผู้กำกับคนนี้ และเขาก็ไม่พลาดที่จะหยิบมาละเลงใส่โลกใบใหม่ของเขา ดังนั้นสำหรับแฟนของ เวส แอนเดอร์สัน รับรองได้เลยว่าจะได้เห็นสีสันที่คุ้นเคยอย่างแน่นอน

การใช้คู่สีในแบบของ เวส แอนเดอร์สัน ส่งผลโดยตรงให้ภาพยนตร์ของเขามีความฉูดฉาด ดูหลุดออกจากโลกความเป็นจริงอย่างตั้งใจ ซึ่งก็สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง รวมถึงบทสนทนาของบรรดาตัวละครภายในเรื่องที่ก็ไม่เน้นความสมจริง ทุกอย่างดูเหมือนเรื่องกึ่งจริงกึ่งฝันที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ เฝ้ารอให้ผู้ชมหยิบจับไขว่คว้ามาตีความได้ดังใจต้องการ ซึ่งจากตัวอย่าง The French Dispatch ก็ดูจะเป็นเช่นนั้น หนึ่งสิ่งที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ ความเหนือจริงของบรรยากาศในเรื่อง เชื่อว่าทุกคนเองก็คงไม่ต่างจากผู้เขียน ที่ไม่คิดเลยสักนิดว่าเหตุการณ์ในเรื่องนี้มีความสมจริง ตรงกันข้ามทุกอย่างกลับดูแฟนตาซี ราวกับหลุดไปในโลกวรรณกรรมเยาวชนที่เคยอ่านเมื่อครั้งเยาว์วัย
อย่างไรก็ตามในตัวอย่างนี้นอกจากสีสันที่คุ้นเคยแล้ว กลับมีสิ่งที่ไม่คุ้นเคยปะปนมาอยู่ด้วยเหมือนกัน นั่นคือการใช้ภาพโทนขาวดำที่ทำให้เรื่องดูมีความจริงจังขึ้น ซึ่งตลอดความยาว 2 นาทีครึ่งของตัวอย่าง The French Dispatch ระยะเวลากว่า 1 นาทีกลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไร้ความฉูดฉาดโดยสิ้นเชิง ซึ่ง เวส แอนเดอร์สัน ไม่เคยใช้ภาพโทนขาวดำมาก่อนในภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ของเขา ดังนั้นการที่เขาเลือกจะใช้มันในภาพยนตร์เรื่องนี้แน่นอนว่ามันต้องมีความหมายแฝงบางอย่างที่รอให้ผู้ชมไปหาคำตอบด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

เวส แอนเดอร์สัน บอกว่าภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเขาจะดำเนินเรื่องด้วยมุมมองของเด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ไม่ว่าอายุของตัวละครในเรื่องจะเท่าไรก็ตาม แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาจะไม่เติบโตไปกว่านั้น โดยเหตุผลที่เขาต้องการให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เด็กผู้ชายอายุ 12 คือวัยแห่งความช่างฝัน ช่างจินตนาการ แต่ก็มีบางมุมที่พวกเขาคิดว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งที่จิตใจข้างในยังเปราะบางและไร้เดียงสา ด้วยมุมมองแบบนี้จึงเข้ากับโลกสีสันฉูดฉาดของ เวส แอนเดอร์สัน เป็นอย่างดี

ในส่วนของตัวละครสมทบ จากภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของเขา เวสมักจะตั้งใจให้ตัวละครแทบทุกตัวมีการแสดงแบบล้นจนเกินจริง แบบที่ผู้ชมสามารถรู้ได้ทันทีว่าไม่น่าจะมีคนที่มีบุคลิกแบบนี้อยู่บนโลก และแน่นอนตัวละครเหล่านี้มักจะมาพร้อมมู้ดอารมณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขี้โมโห, โลภ, พยาบาท, ไร้สาระ, จู้จี้จุกจิก และอีกมากมาย

ในแง่ประเด็นหลักของเรื่อง ไม่ว่าจะใน Bottle Rocket (1996), Rushmore (1998), The Royal Tenenbaums (2001), The Life Aquatic with Steve Zissou (2004), The Darjeeling Limited (2007), Moonrise Kingdom (2012) ล้วนแล้วแต่นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาภายในครอบครัวทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดบอกเล่าผ่านตัวละครที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์ ซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากตัวของ เวส แอนเดอร์สัน เองที่ในวัยเด็กต้องประสบกับการหย่าร้างของพ่อแม่ ดังนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวจึงเป็นประเด็นที่ตัวเขาอยากสื่อสารออกไป แต่ เวส ก็คือ เวส ทั้ง ๆ ที่ประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวคือประเด็นที่หนักหน่วง แต่เขากลับเลือกที่จะใช้อารมณ์ขบขันตลกร้ายเสิร์ฟให้กับผู้ชม

“เรื่องราวใน The French Dispatch ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบาย มันคือเรื่องราวของนักข่าวชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาต้องการจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียน และเขาจะต่อสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพในการทำสิ่งที่ต้องการ อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับสิทธิสื่อ แต่เมื่อคุณพูดเรื่องของนักข่าว ก็จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง”

นี่คือเนื้อเรื่องของ The French Dispatch จากปากของ เวส แอนเดอร์สัน และก็เป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการทั้งหมดเท่าที่มีการเผยออกมา ดังนั้นจึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าในภาพยนตร์ลำดับที่ 10 ของเขา เวส แอนเดอร์สัน จะเลือกเล่าเรื่องราวออกมาจากมุมมองแบบไหน บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวจะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกีบความล่มสลายของครอบครัวหรือไม่

และสุดท้ายโลกของ เวส แอนเดอร์สัน จะไม่มีทางสมบูรณ์เลยถ้าขาดทัพนักแสดงที่รู้ใจ เวส ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงซ้ำกันมากที่สุด รับประกันได้เลยว่าถ้าคุณดูหนังของเขา คุณจะต้องคุ้นหน้านักแสดงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์, โอเว่น วิลสัน, ทิลดา สวินดอน, คริสทอฟ วัลซ์ม, เอเดรียน โบรดี้ โดยทุกรายชื่อที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่อยู่ในหนังของ เวส แอนเดอร์สัน มาไม่ต่ำกว่าคนละ 3 เรื่อง โดย เวส บอกว่าด้วยความที่หนังของเขาอาจจะไม่ค่อยเหมือนหนังทั่วไป ดังนั้นนักแสดงที่คุ้นเคยจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เขาอยากเล่าคืออะไรเร็วกว่านักแสดงทั่วไป

ใน The French Dispatch ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพราะถึงแม้ตัวละครหลักจะเป็นตัวละครที่รับบทโดย ทิโมธี ชาลาเมต์ (Timothée Chalamet) นักแสดงหนุ่มวัย 24 ปี ที่โด่งดังมาจากการรับบทนำใน Call Me by Your Name (2017) ซึ่งไม่เคยร่วมงานกับ เวส แอนเดอร์สัน มาก่อน แต่เมื่อชายตามองไปที่ตัวละครอื่น ๆ ก็จะพบกับนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์เรื่องก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น บิล เมอร์เรย์ (Bill Murray), โอเว่น วิลสัน (Owen Wilson), ทิลดา สวินดอน (Tilda Swinson), และ เอเดรียน โบรดี้ (Adrien Brody)

นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้จากตัวอย่างความยาว 2 นาทีครึ่งของ The French Dispatch โดยนำมาเทียบกับภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน อย่างไรก็ตามด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้การจะล่วงรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา

ดังนั้นการจะตอบคำถามที่ว่า The French Dispatch จะแตกต่างหรือเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของ เวส แอนเดอร์สัน มากน้อยแค่ไหน อาจจะยังไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่ในมุมมองของตัวผู้เขียนเองคิดว่า The French Dispatch ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่รักษาเอกลักษณ์ความเป็น เวส แอนเดอร์สัน ได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแปลกใหม่หรือรสชาติที่ไม่คุ้นเคยเพิ่มเติมเข้ามาเหมือนกัน

ถ้า เวส แอนเดอร์สัน คือเชฟที่ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาวัตถุดิบเพื่อมาปรุงอาหาร วัตถุดิบเหล่านั้นก็เหมือนองค์ประกอบหรือเทคนิคต่าง ๆ ที่เขาหยิบมาใส่ในภาพยนตร์ให้มีรสชาติตามที่ต้องการ และยิ่งเขาออกเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งค้นพบวัตถุดิบใหม่ ดังนั้น The French Dispatch จึงเปรียบเสมือนการนำวัตถุดิบเก่าที่คุ้นเคยมาปรุงรสให้เข้ากับวัตถุดิบใหม่ ก่อนจะจัดเสิร์ฟลงจาน รอให้ผู้ชมทุกคนไปพิสูจน์รสชาติของมันด้วยตัวเองในโรงภาพยนตร์

ดูหนังออนไลน์

หนังแนวอาชญากรเรื่อง CATCH ME IF YOU CAN จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN

CATCH ME IF YOU CAN อาชญากรระดับโลกที่สร้างความเสียหายให้กับสถาบันการเงินและธุรกิจต่างๆ  ปลอมแปลงฉ้อโกง เป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 4 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ  อาชญากรคนนี้เป็นที่ต้องการตัวของ FBI

และประเทศต่างๆเช่น สหรัฐอเมริกา , ฝรั่งเศส , สวีเดน , อิตาลี , เยอรมัน , อังกฤษ , สวิตเซอร์แลนด์ , กรีซ , เดนมาร์ก , นอร์เวย์ , ตุรกี , อียิปต์ , เลบานอน , ไซปรัส  อาชญากรคนนี้ยังถูก

ยกย่องให้เป็น นักต้มตุ๋นระดับโลกที่หาใครมาเทียบไม่ได้ เขาเป็นได้ทั้ง นักบินในสายการบินชื่อดังทั้งๆที่ไม่เคยเรียนการบิน  เป็นกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลทั้งๆที่ไม่เคยเรียนด้านการแพทย์

เป็นทนายโดยที่ไม่รู้กฏหมายเลยสักนิดเดียว  เป็นอาจารย์สอนหนังสือในไฮสคูล ทั้งๆที่เป็นนักเรียนอยู่  และที่น่าทึ่งคือ เขาเริ่มเป็นอาชญากรตั้งแต่ อายุ 16 ปี

ภาพ ยนต์ ที่ ถูกสร้างมาจากชีวิตจริง ของ Frank W. Abagnale อาชญากร ระต้บโลก โดยปรับปรุงแก้ไขด้ดแปลง มาจาก หนังสือ ช็อ Catch me if you can ที่ติต best seller มายา

วนา นก ว่า 20 ปี โดยส่วนตัว แล้ว ผม ยัง ไม่เคย ได้ ได้โอกาส อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ว่า เมื่อได้ลอง ดู ภาพ ยนต์ เรืองนี้ แล้ว ได้สร้าง แรงบันตาลใจ รวมทั้ง ให้ แง่คิต ใน หลายๆ ด้าน มากมาย

ก็เลย ต้องการจะ เสนอแนะ ให้ ลอง หามา ชม ดู น่าเชื่อถือ ว่า จะ คุ้ม กับ ในขณะที่ เสียไป แล้วก็ต้อง ตลิ่ง กับ หลาย ๆ สถานะการณ์ ที่เกิด ขึ้น ใน ชีวิต ของผู้ชายคนนี้

Frank W. Abagnale  มีพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่หล่อเหลา ความฉลาดและช่างสังเกต แถมมีปฏิภาณ ไหวพริบ รวมไปถึงความจำที่เป็นเลิศ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชาย

คนนี้เป็นสุดยอดของการตบตา นั่นก็คือ ความพยายามและการศึกษาอย่างจริงจัง  ในด้านประวัติคร่าวๆ นั้น Frank W. Abagnaleเกิดที่นิวยอร์คเมื่อวันที่ 27 เมษายน 1948 เมื่ออายุ 16 พ่อแม่

ของเขาหย่าจากกัน พ่อโดนตำรวจติดตามยึดทรัพย์ในฐานะฉ้อโกง  ส่วนแม่ก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับครอบครัวใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตัวของเขา เกิดความสับสนและพยายามจะทำให้

ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม  ประเด็นนี้เองทำให้ Frank เริ่มที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการหนีออกจากบ้านและพยายามหาเงินอยู่ด้วยตัวเอง เขาใช้เวลา 5 ปีในการโกงและในผล

สุดท้ายเมื่ออายุ 21 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสและซึ่งภายหลังถูกย้ายมาคุมขังที่สหรัฐอเมริกา 5 ปีหลังจากนั้น Frank ถูกปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขคือทำงานให้กับ FBI เพื่อที่จะชดเชยความ

ผิด ซึ่งตลอดเวลา25ปี Frank ได้ทำงานให้กับ FBI และ ออกแบบเช็คทางการของ IPS ซึ่งใช้โดยสถาบันการเงินหลายหมื่นแห่ง แทนที่แคชเชียร์เช็ค เขายังออกแบบและพัฒนาโปรแกรม

SAFEChecks™ และ Check Plus™ ซึ่งเป็นการทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเช็คที่ปลอดภัยใช้โดยไม่ต้องจ่ายแพง ความเชี่ยวชาญของเขา เป็นที่ไว้วางใจของผู้พิมพ์เอกสาร

สำคัญ และผู้ผลิตเครดิตการ์ดสามแห่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นที่ปรึกษา ให้กับบริษัทตรวจสอบบัญชี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย นั่นทำให้ Frank ได้รับเงินตอบแทนในแต่ละปีหลายล้าน ดอล

ล่า นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลก และยังเป็นผู้ฝึกสอนให้กับ FBI และบรรยายให้ความรู้กับองค์กรต่างๆทั่วโลก แม้กระทั่งการบินไทยของประเทศเราก็ยังเคยเชิญ Frank มาให้ความรู้กับพนักงานด้วย

ในส่วนของภาพยนต์ถูกกับกำโดย พ่อมดแห่งวงการ Hollywood   steven spielberg  และได้นักแสดงนำ คือ  Leonardo DiCaprio และ Tom Hanks มารับบทเป็นคู่กัดระหว่าง นัก

ต้มตุ๋นและFBI มากฝีมือ ซึ่งหลังจากภาพยนต์เรื่องนี้ออกฉาย ก็ทำให้ Leonardo ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในหลายๆสาขา  การดำเนินเรื่องในภาพยนต์เริ่มต้นขึ้นจากชีวิตในวัยเด็กของ

Frank และค่อยๆ สอดแทรกเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มที่จะหลอกลวงสังคม โดยในภาพยนต์ได้ให้ทั้งเหตุและผล รวมถึงวิธีการซึ่งแฝงไปด้วยแง่คิดในการกระทำของ Frank ใครจะคิดว่าการ

จะปลอมเป็นนักบิน จะต้องไปสัมภาษณ์กัปตันที่เกษียนอายุแลว  การจะปลอมเช็คต้องลงทุนไปจีบพนักงานธนาคารสาวสวย ซึ่งในภาพยนต์ได้แสดงให้เห็นถึงไหวพริบ และการแก้ปัญหาของ

Frank ในสถานการณ์ที่คับขันต่างๆ   ไม่เพียงแต่ความฉลาดของ Frank  ในส่วนของFBI คู่รักคู่แค้น  โอเรียลรี่ย์  ก็สามารถติดตาม Frank ไปได้ทุกๆครั้ง นั่นทำให้การไล่ล่า และการหลบหนีในแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความน่าสนใจ

เรื่องย่อของภาพยนต์คร่าวๆ หลังจากที่ Frank ได้เริ่มต้นตุ๋นครั้งแรกโดยการปลอมเช็คและนำไปขึ้นเงินเพื่อที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  Frank เริ่มที่จะปลอมแปลงตนเองเป็นนักบิน และ

บินไปในที่ต่างๆทั่วโลกไม่เพียงแต่โกงค่าเครื่องบิน แต่ Frank ยังสร้างเช็คเพื่อที่จะรับเงินเดือนในฐานะของนักบินด้วย  หลังจากนั้น Frank เริ่มถูกไล่ล่าโดย FBI จึงตัดสินใจที่จะย้ายที่อยู่นั่น

ทำให้ Frank ได้พบกับพยาบาลสาวและได้ตัดสินใจเป็นแพทย์ในโรงพยาบาล  ซึ่งเธอคนนี้เองทำให้ Frank ตัดสินใจที่จะแต่งงาน เขาเดินทางไปที่บ้านของฝ่ายหญิงซึ่งพ่อเป็นทนาย นั่น

ทำให้ Frank ตัดสินใจปลอมแปลงตนเองเป็นทนาย และตั้งใจจะใช้ชีิวิตที่เหลืออยู่อย่างสุขสงบ  แต่ FBI ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น เข้าบุกจับ Frank ในคืินวันแต่งงาน Frank จำเป็นต้องหนี

และได้รู้ว่า หญิงสาวที่เขาหลงรัก ไม่ได้เชื่อใจเขา  Frank จึงเริ่มหลบหนีอีกครั้งในฐานะนักบินและปลอมแปลงเช็คไปทั่วโลก หลังจากนั้น 5 ปี Frank โดนจับที่ฝรั่งเศสดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนตอนจบนั้นอยากให้ไปลองรับชมด้วยตนเอง

ภาพยนต์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอความเก่งของ Frank เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถ และความพยายามในการทำสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความ

สามารถในด้านต่างๆ ของ Frank ที่เราสามารถนำมาปรับปรุงใช้ในชีวิตได้ เช่น ความช่างสังเกตุ  การจำ  ซึ่งตลอดชีวิตของ Frank นั้น ทำงานคนเดียว ไม่มีพรรคพวก ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ไม่เคยฆ่าหรือทำร้ายใคร ไม่เคยข่มเหงหรือทำร้ายเพศตรงข้าม เขาใช้เพียงแค่ ความสามารถและความกะล่อนไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หากท่านได้ลองชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับ

แรงบันดาลใจในหลายๆด้าน   ภาพยนต์เรื่องนี้จะสะท้อนมุมมองของคนที่เคยอยู่ดีสุขีมีความสุขจนกระทั่งวันนึงเกิดถังแตกขึ้นมาภาระตกมาอยู่ที่ ลูก ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นทั้งหมด หากท่านได้มี

โอกาสชมภาพยนต์เรื่องนี้ผมอยากให้ลองสังเกตุพฤติกรรมและความพยายามของ Frank ในการโกง ท่านจะพบว่าการที่คนเราจะเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแค่พรสวรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียง

พอ ต้องประกอบกับความพยายามและความขยันหมั่นเพียรและที่สำคัญที่สุดคือความกล้า ภาพยนต์เรื่องนี้่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าคนทุกคนเป็นคนเก่งได้แต่จะเก่งในแง่มุมไหนนั้นขึ้นอยู่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง

คลิก ดูหนังออนไลน์

Shaft : เเชฟท์ เลือด​ตำรวจพันธุ์​ดิบ​ หนังดี Netflix

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ

Shaft มือปราบผิวเข้มผู้ไม่เกรงกลัวอิทธิผลใดๆ และเป็นที่เกรงขามของเหล่าอาชญากร ได้กลับมาอีกครั้งโดยยังคงได้นักแสดงรุ่นใหญ่ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) กลับมารับบทนักสืบ John Shaft เช่นเดิม ภายใต้การกำกับของ Tim Story (ทิม สตอรี) ที่เคยมีผลงานแอคชันอย่าง Taxi (2004), Fantastic Four (2005) และ Ride Along (2014)

Shaft เป็น ภาพยนตร์ แอ คชั นที่ บรรลุความสำเร็จ อย่างยิ่ง เมือ ปี 1971 ซึ่ง เป็น ภาพยนตร์เรื่อง แรก ๆ ของ ฮอลลีวูด ที่ มีตัวครหลัก ฉาย เดียว เป็น ดาราหนัง ผิวต่ำา นั่น คือ RichardRoundtree (ริชาร์ด ราว ด์ทรี ) โดยมี บุคลิกลักษณะ เป็น แต่งตัว ดี เป็นที่ชอบใจของ ผู้หญิงท่าทางน่าเกรงขาม พูดจา โผงผาง ไม่สนใจ อิทธิพล หน้า ไหน รวมทั้ง ขยัน ปล่อย ศคม โก้เก๋อยู่ หลายครั้ง

และ ที่ เป็นการกลับมา อย่างน่าชม แล้วก็ ประสบผลสำเร็จ เอามา กๆ คือ Shaft (2000) ที่เป็นการรีบุตเรื่องราว เสีย ใหม่ โดย ให้ Samuel L. Jackson (ซามูเอ ล แอล. แจ็กสัน) เล่นบท เปิ่น หลานชาย ของ Shaft ที่ มีฝีมือดุเดือด ไม่ แพ้ กัน ภายใต้การควบคุมของ JohnSingleton (จอห์น ซิงเกิล ตัน) ที่เคยส่งผลงาน ที่ น่า จำอย่าง Boy n the Hood (1991)รวมถึง ภาพยนตร์ ใน สมัย หลังๆ อย่าง 2 Fast 2 Furious (2003) รวมทั้ง Four Brothers(2005)

สำหรับ Shaft (2019) นั้น เป็นเรื่องราว ของ John Shaft r. (สวมบท โดย เจสซี อัชเชอร์)เจ้าหน้าที่ วิเคราะห์ ต้าน ไซ เบอร์ ของ เอฟบ๊เอ ที่นพบว่า เพื่อนซี้ ของตัวเอง ใน วัยเด็ก ได้ ถูกฆ่าตาย อย่างน่าสงสัย แต่ว่า เนื่องจาก กระบวนกรยุติธรรม ไม่เอื้อ ให้เขา พิสูจน์ ความจริง ได้ขา ก็เลย จะต้อง หันไป พึ่งจะ พา บิดา ของ เขา John Shaft ( สวมบท โดย ซามูเอล แอล.แจ็กสัน ) นั่นเอง ซึ่ง เป็น บุคคล ที Maya แม่ ของ เขา ( สวมบท โดย เร จินา ฮอล) ไม่ต้องการให้ พบเจอมากที่สุด

เดินเรื่องดี แต่บทจืดไปหน่อย
เนื่องจาก Shaft (2019) ห่างหายจากภาคก่อนไปนานถึง 19 ปี จึงได้มีการเปิดเรื่องย้อนหลังไปในปี 1989 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Maya เห็นแล้วว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกของ Shaft นั้นอันตรายมาก จึงได้ตัดสินใจแยกออกมาเลี้ยงลูกตามลำพังโดย Shaft ยังคงส่งของขวัญแสดงความคิดถึงต่อลูกของเขาในทุกๆ ปี จากนั้นก็ตัดสลับภาพไปอย่างรวดเร็วมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ต้อง สารภาพ ว่า ผู้กำกับ ทิม สตอรี สามารถ เต็นเรื่อง Shaft (2019) ได้อย่างลั่นไหล ให้น้ำหนักตัว ละครได้ติบได้ดี แลก็มีฉาก โชว์ ความเก๋ แล้วก็ ความสามารถ ของ Shaft อยู่บ่อย เพื่อย้ำเตือน ให้ผู้ชมรู้ดีว่า …นี่ เป็น Shaft นะ!

ส็ง ที่ ยัง คือปัญหา แจ่มแจ้ง เป็น บทภาพยนตร์ ที่ พยายาม ใส่ความ เป็น คู่คิด ระหว่าง บิดา ลูกลงไป ซึ่งไม่มี ใจความสำคัญ อะไร ให้ผู้ชมได้มี อารมณ์ ร่วม มากเท่าไรนัก นอกเหนือจากการบ่งบอกถึง ค้าง แรก เตอ ร์ ที่ ต่างกันของ นักแสดงจาก 2 สมัย ซึ่ง ไม่มี อะไร ใหม่ สำหรับ ยุคนี้

ปมการสืบสวนต่างๆ ในภาพยนตร์ทำได้พอประมาณ มีการหยิบยกประเด็นความชัดแย้งด้านเชื้อชาติมาใช้ แต่ก็มิได้ลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากต้องการไปโฟกัสที่ตัวละครพ่อลูกมากกว่า

ในส่วนของมุขตลกนั้น ทิม สตอรี สามารถคุมโทนในส่วนนี้ได้ดี ไม่มีมากจนเลอะ แต่ในขณะเดียวกันกลับไปลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวละครลงไป

ฉากที่น่าประทับใจ ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปัญหาระหว่าง Shaft ผู้พ่อ และ Maya ไปจนถึงการที่ Shaft Jr. พยายามเผยความในใจกับ Sasha (รับบทโดย อเล็กซานดร้า ชิปป์) หญิงสาวคนสนิทที่ตนเองหลงรัก คือ การดวลปืนในร้านอาหาร ที่ค่อนข้างจะโกลาหล แต่การตัดต่อและดนตรีประกอบนั้นช่วยยกระดับความบันเทิงขึ้นมาได้มากทีเดียว

อีกสิ่งที่น่าจดจำคือ ดนตรีประกอบในสไตล์ Classic, Soul และ R&B จากฝีมือการประพันธ์ของ Chris Lennertz (คริสโตเฟอร์ เลนเนิร์ตซ) ผู้ชนะรางวัล Grammy ก็ช่วยประคองอารมณ์ของภาพยนตร์ให้มีกลิ่นอายย้อนไปถึง Shaft ภาคก่อนๆ ได้อย่างน่าชื่นชม

Samuel L. Jackson คือ Shaft แห่งยุคนี้
สำหรับนักแสดงนั้น ถึงแม้ว่าบทส่วนใหญ่จะเทมาทาง Jessie T. Usher (เจสซี่ อัชเชอร์) ผู้รับบท John Shaft Jr. ค่อนข้างมาก เพื่อให้สานต่อตำนานของ Shaft ในอนาคต แต่ด้วยฝืมือการแสดงระดับสุดยอดของ Samuel L. Jackson (ซามูเอล แอล. แจ็กสัน) ก็แทบจะทำให้เขากลายเป็นแกนหลักของเรื่อง มีสีสัน และมีความน่าสนใจมากกว่า

เขาทำให้ Shaft กลายเป็นตัวละครของเขาได้อย่างสมบูรณ์

อีกทั้งผู้ชมจะได้เห็น Richard Roundtree (ริชาร์ด ราวด์ทรี) ผู้รับบท Shaft ในตำนานกลับมาปรากฏตัวบนหน้าจออีกครั้ง

ในขณะที่ Regina Hall (เรจินา ฮอล) ที่เคยรับบทคอเมดีมาอย่างมากมายในอดีต เธอก็ดูนิ่งขึ้นตามอายุของตัวละคร ดูมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ก็ยังขัดแย้งกับบุคลิกของ Maya ที่ไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแม่แบบจริงจัง หรือเป็นคุณแม่วีนแตกกันแน่

สรุป
ถ้าเปรียบเทียบกับเวอร์ชันปี 2000 แล้วนั้น Shaft (2019) ดูจะมีดีกรีความระห่ำน้อยลง เน้นหยอดมุขตลกมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสมัยนิยม แต่นั่นกลับไปลดทอนอารมณ์แอคชันแบบดั้งเดิมลงไป

หรืออาจเปรียบได้ว่า Shaft เมื่อปี 2000 เป็นเหมือนกับกาแฟดำรสเข้มที่แฟนๆ คุ้นเคยกันดี ส่วน Shaft เวอร์ชันล่าสุดนี้เป็นเหมือนคาปูชิโนที่เพิ่มนมลงไป ทำให้มีรสหวานมากขึ้น ทานง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความไม่คุ้นชิน และขาดเอกลักษณ์ดั้งเดิมไป

แต่ด้วยองค์ประกอบโดยรวม ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ สไตล์เท่ของตัวละครหลัก และดนตรีประกอบ ยังคงทำให้ผู้ชมได้นึกถึงความเป็น Shaft ได้อยู่

ดูหนังออนไลน์