บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วงหลุด 0.7% วิตกโควิดระบาดรอบสอง – ศก.สหรัฐหดตัว

บอนด์ยีลด์สหรัฐร่วงหลุด 0.7% วิตกโควิดระบาดรอบสอง – ศก.สหรัฐหดตัว

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนพากันซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปียังถูกกดดันจนร่วงหลุดระดับ 0.7% จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ ขณะที่อัตราการว่างงานจะพุ่งแตะระดับ 9.3%

ณ เวลา 00.17 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.676% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.441%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน  อ่านเพิ่มเติม

ฟุตซี่ปิดลบ 6.59 จุด เหตุนลท.ชะลอซื้อหุ้นขณะรอผลประชุมเฟด

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดลบ 6.59 จุด เหตุนลท.ชะลอซื้อหุ้นขณะรอผลประชุมเฟด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.) เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังในการซื้อขายหุ้นก่อนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศผลการประชุมนโยบายการเงิน

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,329.13 จุด ลดลง 6.59 จุด หรือ -0.10%

ตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวลง นำโดยหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มการเดินทางและสันทนาการ, กลุ่มธนาคาร, กลุ่มประกันชีวิต รวมถึงกลุ่มน้ำมันและก๊าซ

บรรดานักลงทุนชะลอการเข้าซื้อหุ้น ขณะรอนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดแถลงหลังการประชุมนโยบาย รวมถึงการคาดการณ์ของเฟดเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ  อ่านเพิ่มเติม

ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก : ดอลล์อ่อนเทียบสกุลเงินหลัก คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปจนถึงปี 2565 และยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.11 เยน จากระดับ 107.73 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9437 ฟรังก์ จากระดับ 0.9501 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3383 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3394 ดอลลาร์แคนาดา

สกุลเงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1389 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1343 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2765 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2739 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7017 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6965 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมเมื่อวานนี้ และยืนยันว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และบรรลุเป้าหมายของเฟดในการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคา

ขณะเดียวกัน เฟดคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 6.5% ในปีนี้ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้น 5% ในปี 2564 และเฟดยังส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% จนถึงปี 2565  อ่านเพิ่มเติม

TPCH เตรียม COD โรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิตรวม 26 MW

TPCH เตรียม COD โรงไฟฟ้าชีวมวลกำลังการผลิตรวม 26 MW

คุณกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี (ที่ 1 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร, คุณเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ที่ 2 จากขวา), คุณสมพิศ แสนเรือง รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน (ที่ 2 จากซ้าย), คุณจันทกานต์ จันทร์พลังศรี นักลงทุนสัมพันธ์ (ที่ 1 จากซ้าย) บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ (TPCH) ร่วมนำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” ประจำไตรมาส 1/63 ผ่านระบบ Video Conference โดยระบุว่า บริษัทฯ เตรียม COD โรงไฟฟ้าชีวมวล จำนวน 3 โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวล TPCH 1,TPCH 2,TPCH 5, กำลังการผลิต 26 MW คาด COD ในไตรมาส 3/63 ส่งผลให้กำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลแตะ 109 เมกะวัตต์ จากเดิม 83 เมกะวัตต์ มั่นใจผลการดำเนินงานในปี 2563 สามารถทำรายได้และกำไรเติบโตตามเป้าหมาย งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุม สำนักงานใหญ่ บมจ.ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้  อ่านเพิ่มเติม

IP มั่นใจรายได้ปีนี้โตเข้าเป้า 500 ลบ. หลังเข้าซื้อกิจการ”โมเดิร์น ฟาร์มา”

IP มั่นใจรายได้ปีนี้โตเข้าเป้า 500 ลบ. หลังเข้าซื้อกิจการ”โมเดิร์น ฟาร์มา” – โควิด หนุน

นายทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์ ฟาร์มา (IP) เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจรายได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 500 ล้านบาท หรือเติบโต 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 375.88 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการสินค้าของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับวิตามิน และอาหารเสริม ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีความต้องการจำนวนมากขึ้น
นอกจากนี้บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้ง 100% ในบริษัท โมเดิร์น ฟาร์มา จำกัด พร้อมทั้งลงทุนปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักร คิดเป็นเงินลงทุนรวม 315 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท เช่น การขยายธุรกิจให้ครอบคลุมถึงการผลิตยาสำหรับคนและสัตว์ ขยายประเภทสินค้าได้หลากหลาย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังปี 63 นี้ คาดว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังให้ดีกว่าครึ่งปีแรก  อ่านเพิ่มเติม

ตลท.รับหลักทรัพย์ CIG-W8 เข้าซื้อขายใน mai ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.63

ตลท.รับหลักทรัพย์ CIG-W8 เข้าซื้อขายใน mai ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.63

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รับหลักทรัพย์ประเภทใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ของบมจ.ซี.ไอ.กรุ๊ป (CIG) ใช้ชื่อย่อหลักทรัพย์ CIG-W8 เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย.63 โดยมีจำนวนหน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 432,392,860 หน่วย ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ 0.00 บาท/หน่วย อายุ 8 เดือน 12 วัน อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ราคาใช้สิทธิ 1 บาท/หุ้น กำหนดใช้สิทธิครั้งแรกวันที่ 30 มิ.ย.63 และใช้สิทธิครั้งสุดท้ายวันที่ 12 ก.พ.64 อ่านเพิ่มเติม

นิกเกอิเปิดลบ 42.31 จุด เหตุเงินเยนที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์กดดันหุ้นส่งออก

ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว : นิกเกอิเปิดลบ 42.31 จุด เหตุเยนแข็งกดดันหุ้นส่งออก

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดปรับตัวลงในวันนี้ เนื่องจากเงินเยนที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์กระตุ้นให้นักลงทุนขายหุ้นกลุ่มส่งออก

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดลบ 42.31 จุด หรือ -0.18% แตะที่ 23,135.79 จุด

หุ้นที่ปรับตัวลงในช่วงเช้านี้นำโดยกลุ่มเวชภัณฑ์ และกลุ่มอุปกรณ์การขนส่ง  อ่านเพิ่มเติม

THAI จัดเที่ยวบินพิเศษรับคนไทยจาก “ออสเตรเลีย” กลับไทย

THAI จัดเที่ยวบินพิเศษรับคนไทยจาก “ออสเตรเลีย” กลับไทย

นาวาอากาศตรี อนิรุต แสงฤทธิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการบิน ในฐานะหัวหน้าศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (THAI Operations Control Center : TOCC) บมจ. การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปฏิบัติภารกิจรับคนไทยจากออสเตรเลียกลับประเทศไทย โดยให้ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย โดยจัดเที่ยวบินพิเศษเช่าเหมาลำ เส้นทาง กรุงเทพฯ-บริสเบน-เมลเบิร์น-กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายน 2563 เพื่อรับผู้โดยสารชาวไทยที่ตกค้างในออสเตรเลียกลับไทยและส่งชาวออสเตรเลียที่ตกค้างในไทยกลับออสเตรเลีย

การบินไทยได้จัดเที่ยวบินพิเศษเช่าเหมาลำ รับผู้โดยสารชาวไทย จำนวน 290 คนที่ได้แจ้งความประสงค์กลับไทยและลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต กรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย โดยเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 474 เส้นทาง บริสเบน- เมลเบิร์น-กรุงเทพฯ ออกจากบริสเบน เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2563 เวลา 08.40 น เดินทางถึงเมลเบิร์นเวลา 10.55 น. และออกจากเมลเบิร์น เวลา 12.05 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 18.45 น.

และขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังได้ทำการขนส่งผู้โดยสารชาวออสเตรเลียจำนวน 211 คนกลับประเทศโดยเที่ยวบินที่ ทีจี 473 เส้นทางกรุงเทพฯ-บริสเบน ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2563 เวลา 20.00 น. เดินทางถึงบริสเบน เวลา 07.30 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 6 มิถุนายน 2563 โดยมีพนักงานการบินไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ท่าอากาศยานบริสเบน ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ออสเตรเลีย และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมปฎิบัติหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร นอกจากนี้การบินไทยยังได้ทำการขนส่งสินค้าในเที่ยวบินขาไปและขากลับด้วย  อ่านเพิ่มเติม

ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 829.16 จุด ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่งเกินคาด

ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 829.16 จุด ขานรับตัวเลขจ้างงานสหรัฐแกร่งเกินคาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นทะลุแนว 27,000 จุดเมื่อวันศุกร์ (5 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งทะยานขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ WTI ก่อนการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสในวันเสาร์นี้ (6 มิ.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดการผลิตน้ำมัน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,110.98 จุด เพิ่มขึ้น 829.16 จุด หรือ +3.15%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,193.93 จุด เพิ่มขึ้น 81.58 จุด หรือ +2.62% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,814.08 จุด เพิ่มขึ้น 198.27 จุด หรือ +2.06%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 6.8%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 4.9% และดัชนี Nasdaq บวกขึ้น 3.3%

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยกลุ่มพลังงาน, กลุ่มการเงิน และกลุ่มอุตสาหกรรม นำตลาดปรับตัวขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐทะยานขึ้น หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 2.5 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ค. สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่าการจ้างงานอาจลดลง 8.33 ล้านตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 13.3% ในเดือนพ.ค. สวนทางกับนักวิเคราะห์ที่คาดไว้ว่าอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับ 19.5%  อ่านเพิ่มเติม

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว ขานรับ ECB ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

บอนด์ยีลด์สหรัฐดีดตัว ขานรับ ECB ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นในวันนี้ ขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ณ เวลา 00.01 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 0.812% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.612%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

ทั้งนี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ แต่ได้เพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการฉุกเฉินอีก 6 แสนล้านยูโร เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

วงเงินดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5 แสนล้านยูโร

ทางด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 1.877 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยลดลงต่ำกว่าระดับ 2 ล้านรายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐได้ผ่านพ้นภาวะเลวร้ายที่สุดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.8 ล้านราย  อ่านเพิ่มเติม