บอร์ดกกพ.อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่ม GULF ส่วน BGRIM ยังลุ้นต่อ

บอร์ดกกพ. อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่ม GULF ได้ไลเซ่นส์นำเข้า LNG รองรับใช้ผลิตไฟฟ้า  – BGRIM ยังลุ้นต่อ

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกกพ.เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่มบมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหม่ เพื่อรองรับการใช้ผลิตไฟฟ้า หลังจากที่กลุ่ม GULF ได้ยื่นเสนอขอเป็น Shipper ในนามของบริษัทร่วมทุน 1 บริษัท และในนามของ GULF อีก 1 บริษัท เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ดังกล่าวแล้ว

ส่วนความกังวลเรื่องปัญหาที่อาจจะไม่ได้รับอนุญาตจองใช้คลังจัดเก็บและแปรสภาพ LNG จากของเหลวมาเป็นก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการจองใช้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากบมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอยู่ในปัจจุบันนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปเจรจากัน แต่หากติดปัญหาอุปสรรคสามารถส่งข้อร้องเรียนมายังสำนักงานกกพ.เพื่อให้ช่วยบริหารจัดการได้ อ่านเพิ่มเติม

TPOLY รับทรัพย์จากโรงไฟฟ้าปัตตานี ลุยใส่เกียร์ห้าเดินหน้าประมูลงานรัฐ-เอกชน

TPOLY รับทรัพย์จากโรงไฟฟ้าปัตตานี ลุยใส่เกียร์ห้าเดินหน้าประมูลงานรัฐ-เอกชน มั่นใจผลงานปี 63 โตทะลุเป้า

อานิสงส์จากโรงไฟฟ้าชีวมวลปัตตานี กรีน เพาเวอร์ (PTG) โครงการของ TPCH ขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ส่งผล TPOLY เตรียมรับทรัพย์ไปด้วย บิ๊กบอส “ปฐมพล สาวทรัพย์” ลั่นพร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน เน้นโครงการที่ทำกำไร มั่นใจผลงานปี 63 ยอดขายโตทะลุเป้า

นายปฐมพล สาวทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) (TPOLY) เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง ยังมีแนวโน้มที่ดี คาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog เดิมกว่า 2,000 พันล้านบาท ขณะที่โครงการใหม่ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 63 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทฯ ยังเดินหน้าประมูลงานใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชน และอยู่ระหว่างการประมูลงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง อ่านเพิ่มเติม

หุ้นโรงแรม MINT-CENTEL-ERW กอดคอขาดทุนเซ่นโควิด

หุ้นโรงแรม Q1/63 กอดคอขาดทุนถ้วนหน้า หลังปิดบริการชั่วคราว – ท่องเที่ยวโลกชะงักเซ่นพิษโควิด-19  พบ  MINT ขาดทุนหนักสุด 1,773.52 ลบ. CENTEL – ERW ไม่รอดเช่นกัน ด้าน AWC รายได้โรงแรมดิ่งหนัก ส่วน SHR แม้พลิกกำไรแต่เป็นแค่รายการพิเศษ

ผลการดำเนินงาน   หุ้นโรงแรม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ที่ประกาศงบไตรมาส 1/63 โดยภาพรวมส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 พบว่าส่วนใหญ่มีผลประกอบการพลิกเป็นขาทุนกันถ้วนหน้า จากการปิดโรงแรม และภาพรวมการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะงักลงจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 

เริ่มที่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ใน Q1/63 บริษัทมีผลขาดทุน 1,773.52 ล้านบาท ลดลง 404.14%ซึ่งได้รับผลกระทบหนักทั้งในส่วนธุรกิจอาหาร และโรงแรมจากผลกระทบCOVID-19 โดยรายได้ในส่วนของธุรกิจโรงแรมใน Q1/63 อยู่ที่ 15,770ล้านบาท ลดลง 26% จาก Q1/62 ซึ่งอยู่ที่ 21,230 ล้านบาท ด้าน EBITDA จากการดำเนินงานเมื่อรวมผลกระทบการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีTFRS16 ในช่วงQ1/63 อยู่ที่ 2,070 ล้านบาท ลดลง 33% จากQ1/62 ซึ่งอยู่ที่ 3,085 ล้านบาท

ด้านบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ที่มีธุรกิจทั้งโรงแรมและอาหารเช่นเดียวกับ MINT พลิกผลการดำเนินงาน Q1/63 จากกำไรเป็นขาดทุนเช่นกัน โดยบริษัทมีผลขาดทุนอยู่ที่ 45.11 ล้านบาท ลดลง 105.46% จาก Q1/62 ซึ่งอยู่ที่ 825.91 ล้านบาทโดยอัตราการทำกำไรลดลง จากการลดลงของรายได้ธุรกิจโรงแรมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลกระทบการแพร่ระบาด COVID-19 โดยธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,796.8 ล้านบาท ลดลง 34.8%  จาก Q1/62 ที่มีรายได้ 2,755.6 ล้านบาท

ส่วนบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ในช่วง Q1/63 ขาดทุน 102.21 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 143.57%โดยรายได้รวมจากการประกอบกิจการโรงแรมในQ1/63 อยู่ที่ 1,161 ล้านบาท ลดลง 32% และมี EBITDA อยู่ที่ 291 ล้านบาท ลดลง 53% จากQ1/62จากการปิดโรงแรมในช่วงไวรัสระบาด อ่านเพิ่มเติม

JCK มั่นใจปีนี้งบพลิกเป็นบวก หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ ลูกค้ารอซื้อกว่า 100 ไร่

JCK มั่นใจปีนี้งบพลิกเป็นบวก เชื่อกลับมาขายที่ดินได้เร็วๆนี้หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ ลูกค้ารอซื้อกว่า 100 ไร่

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเกิดการชะงัก จากข้อจำกัดในการเดินทาง และยังส่งผลให้ลูกค้าของบริษัทฯ ที่สนใจเข้าลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จำเป็นต้องชะลอการลงทุนออกไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ในไตรมาส 1 ของปี 2563 บริษัทฯไม่มีรายได้จากการขายที่ดินและอาคารโรงงาน และส่งผลให้มีรายได้รวม จำนวน 73.68 ล้านบาท ลดลง 43%

โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/63 ขาดทุน 159.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 129.27 ล้านบาท

บริษัทฯประเมินสถานการณ์น่าจะกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะอันใกล้นี้ จากการที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี สะท้อนได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้บริษัทฯคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะดำเนินเข้าสู่ภาวะปกติ และจะทำให้สามารถขายที่ดินได้ตามปกติ อ่านเพิ่มเติม

ไตรมาสแรก ทานตะวันทำกำไรโตแรง ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

ทานตะวันเผย ไตรมาสแรก กำไรโตแรงเพิ่มขึ้น 64.6% QOQ กำไรต่อหุ้น 0.89 บาทต่อหุ้น ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.8% ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

บมจ.ทานตะวันอุตสาหกรรม โชว์ผลประกอบการ ไตรมาสแรก ปี 2563 ทำกำไรท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาจนถึงวิกฤติโควิด-19 ด้วยผลกำไรสุทธิถึง 71.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 64.6% และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น จำนวน 0.89 บาทต่อหุ้นเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2562 จากการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไตรมาส 1/2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 โดยเฉพาะถุงซิปที่เป็นสินค้าหลักของบริษัท ซึ่งมีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศ

นางพจนารถ ปริญภัทร์ภากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสต่อต้านพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single use plastic) บริษัทจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ใช้ซ้ำ (reusable) โดยมุ่งเน้นยังอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการพลาสติก และมุ่งผลักดันแบรนด์สินค้าของบริษัทเอง ภายใต้เครื่องหมายการค้า SUN เช่น SUNMUM (กลุ่มผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก), SUNBIO (กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Fresh&Fresh (กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน) และ SUNPRODUCTS (กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไป) อื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาให้เป็นของใช้ในครัวเรือนที่ครบวงจรและมีความหลากหลายในการใช้งาน โดยทำการตลาดผ่านหลายช่องทาง ทั้งทาง social media (เช่น facebook), website “sunmumshopping.com” และงานแสดงสินค้า เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมการบริโภคในรูปแบบต่างๆ ผลให้รายได้กลุ่มแบรนด์ SUN ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มจากไตรมาส 1/2562 ร้อยละ 11.7  อ่านเพิ่มเติม

RP เผยแผนรับมือโควิด-19 เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สอดรับกับ New Normal

RP เตรียมแผนรับมือโควิด-19 ลดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจสู่ New Normal ด้านผลประกอบการ Q1/63 รายได้รวม 174.30 ล้านบาท

ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ (RP) เผยแผนรับมือโควิด-19 ลดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุนประสิทธิภาพสูง พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ดันผลประกอบการ Q1/63 รายได้รวม 174.30 ล้านบาท

นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องในทุกอุตสาหกรรม บริษัทจึงมีแผนรับมือเตรียมความพร้อมลดแรงกระเพื่อมของวิกฤตครั้งนี้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในทุกด้าน พร้อมบริการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งดูแลสภาพคล่องในการบริหารธุรกิจ

“จากการปรับตัว เตรียมพร้อม และไม่อยู่นิ่ง ทำให้ผลการดำเนินการไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในระดับที่รับได้ และได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นตัวทดสอบสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายอภิชาติ กล่าว อ่านเพิ่มเติม

EASTW ให้ส่วนลดค่าน้ำประปาแก่กปภ. ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.63

EASTW ให้ส่วนลดค่าน้ำประปาแก่กปภ. ช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.63 ตอบสนองนโยบายรัฐช่วยปชช.ลดผลกระทบโควิด

บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (EASTW) แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 8 พ.ค. อนุมัติให้บริษัทให้ส่วนลดค่าน้ำประปาแก่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในสัญญาที่ EASTW จำหน่ายน้ำประปาให้กับ กปภ. ในอัตรา 1.5% เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เดือนเมษายน – มิถุนายน 2563) และในอัตรา 20% เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เดือนเมษายน – มิถุนายน 2563) ในพื้นที่ประปาสัตหีบ ซึ่งจำหน่ายให้ประชาชนโดยตรง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมสนับสนุนต่อนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้น้ำที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นการร่วมสนับสนุนผ่าน กปภ. ไปยังประชาชนผู้ใช้น้ำของ กปภ. อ่านเพิ่มเติม

ดีลน็อคดาวน์ ยื้อชีวิต อสังหาฯ เทียบชั้นเชิงกลยุทธ์รอด ใครคือแมวเก้าชีวิต?

โควิด-19 เปลี่ยนเกม อสังหาฯ จากเดินหน้าโกยยอดขาย เป็นหยุดลงทุนพับแผน เทหน้าตักสต็อกเก่า ขายขาดทุน-เร่งโอน โกยเงินสดพยุงชีวิตธุรกิจ หมด “ยุคทอง” คอนโด ปรับฐานสู่ที่อยู่อาศัย ยุคโตมั่นคง..!!

การหยุดกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ไม่เพียงสินค้าฟุ่มเฟือยที่ถูกผู้บริโภคคิดถึงเป็นลำดับสุดท้าย สินค้าคงทนอย่าง“ที่อยู่อาศัย”ไม่ว่าจะเป็นบ้านและคอนโดมิเนียม เพิ่งยังเผชิญวิกฤติซัพพลายล้นตลาดในบางทำเล จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องงัดยาแรงคุมเข้มสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย (Loan to Value- LTV) สกัดกำลังซื้อและการเปิดตัวโครงการตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา 

อาการเก่ายังไม่จะโผล่พ้นน้ำ โควิด-19 เป็นอีกมหาพายุที่ปิดโอกาสโต ทำให้นักวิเคราะห์ประเมินว่า ในปี 2563 “กลุ่มหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์” จะมีกำไรรวมต่ำสุดในรอบ 7 ปี หลายรายยังกำลังเผชิญกับสภาพคล่องติดขัด จนต้องวิ่งหาแหล่งเงินทุน ปี 2563 ธุรกิจอสังหาฯทำได้ดีที่สุดก็เพียงประคองให้ไม่ป่วยหนักจากการช็อกตลาด และนำสต็อกและสินทรัพย์ มาผันเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอด 

สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด หรือ เทอร์ร่า บีเคเค ผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลส และข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาฯ เปิดเผยสถานการณ์อสังหาฯภายใต้โควิด-19 ว่า ภาพรวมสต็อกคงค้างทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบจากสิ้นปี 2562 ประมาณ 60,000 ยูนิต ขณะที่ในปี 2563 คาดการณ์การเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงเหลือ 40,000 ยูนิต จากเดิมที่มียอดเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2562 อยู่ที่ 97,000 ยูนิต ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ จากค่าเฉลี่ยที่อยู่ที่ประมาณ 8-90,000 หมื่นยูนิต น่าจะลดลงเหลือ 70,000 ยูนิตในปี 2563 

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า เมื่อนักพัฒนา อสังหาฯ หยุดและชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2563 โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม จะทำให้ตลาดอสังหาฯน่าจะกลับสู่ภาวะสมดุลในไม่ช้า

“ปี 2563 หากไม่มีโควิดนักพัฒนาอสังหาฯ ทุกรายอาจจะยังเห็นแค่ภาพลวงตายังคงเปิดตัวโครงการต่อเนื่องตามแผน แต่เมื่อมีโควิดจึงมาเบรกจึงทำให้ตลาดไม่เพิ่มซัพพลาย จึงเป็นช่วงที่ล้างไพ่สต็อกเก่า เพื่อประคองสถานการณ์ นำกระแสเงินสดมารันธุรกิจต่อ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ในปี 2564”

แนวทางที่นักพัฒนาอสังหาฯ บริหารธุรกิจภายใต้โควิด จึงเน้นการระบายสต็อกเก่าด้วยการส่งแคมเปญเดือด รวมถึงชะลอเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาหมุน จึงต้องเริ่มนำสต็อกคงค้างมาลดราคาไม่ต่ำกว่า 20% จนถึง 40% บางรายยอมเฉือนกำไร ลดต่ำกว่าทุนจนถึงยอมขาดทุน เพื่อนำกระแสเงินสดมาหมุนเวียนในธุรกิจ

**เทียบชั้นเชิงกลยุทธ์รอด

ใครคือแมวเก้าชีวิต?

สำหรับแคมเปญการลดราคาที่เปิดตลาดก่อน คือ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ลดราคาอสังหาฯ 10-20% จาก 62 โครงการทั้งแนวราบและคอนโด รวมถึงผ่อนให้ 24 เดือน ตามมาด้วย บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ลดราคาสูงสุด มากกว่า 50 % ซึ่งอาจจะเป็นบางห้องบางมุม อาจจะเป็นคอนโดหลุดดาวน์ ทำให้ลดราคาได้มาก หรือหากเป็นห้องที่ต้องคืนเงินดาวน์ให้ลูกค้า ก็ต้องยอมขายขาดทุน รวมถึงอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงรายอื่นๆ ตามมา

“สิ่งที่ทุกรายมีไม่แตกต่างกันคือ การลดราคาไม่ต่ำกว่า 20-30% ก็เท่ากับว่าทุกรายยอมลดกำไรจนถึงยอมขาดทุน แต่สิ่งที่เพิ่มเติมที่แต่ละรายจะเฉือนกันเพิ่มขึ้นคือการฟรีโอน และการอยู่ฟรีผ่อนให้ในช่วง 2-3 ปีแรก ซึ่งแสนสิริเปิดแคมเปญอยู่ฟรี 2 ปี ขณะที่ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ล่าสุดให้อยู่ฟรี 3 ปี”

หากวิเคราะห์ลงลึกถึงบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมากที่สุด คือกลุ่มที่บริหารงานด้วยกระแสเงินสด หากไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เข้ามา เริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น แสนสิริ มีการบริหารงานด้วยกระแสเงินสด แต่แสนสิริ ปรับตัวเร็ว ผ่านทั้งยุคต้มยำกุ้ง และแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส ซึ่งได้รับผลกระทบไม่น้อยแต่รอดมาได้ กลายเป็นบทเรียนการปรับตัว “เป็นแมวเก้าชีวิต” พลิกเกมและปรับตัวว่องไวในภาวะวิกฤติ หลังจากไปเปิดตัวแทนสำนักงานขายในต่างประเทศ จึงเห็นสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยก็ปิดสำนักงานทันที ตามมาด้วยการออกตัวลดราคารายแรก ได้เปรียบจากแบรนด์อยู่มานาน มีการวางโครงสร้างแหล่งที่มาของการเงินที่หลากหลายกระจายความเสี่ยง และหาพันธมิตรร่วมทุน เช่น การร่วมทุนกับ บีทีเอส

หากเทียบกับอนันดาฯ ซึ่งเป็นรายที่บริหารด้วยกระแสเงินสดไม่แตกต่างกัน แต่ใช้เอเจนซี่ในต่างประเทศ ปี 2563 เป็นปีที่มีหลายโครงการกำลังสร้างเสร็จรอโอน จึงมียอดขายรถรับรู้รายได้จากการโอน (Backlog) อยู่ที่ 12,379 ล้านบาท สัดส่วน 56% ของเป้าหมายรายได้ในปี 2563 แต่ลูกค้าในต่างประเทศหลายรายที่มาโอนไม่ได้ โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ผ่านมามีต้นทุนการซื้อที่ดินที่สูง เพราะชูจุดขายติดรถไฟฟ้า จึงทำให้เป็นรายที่ค่อนข้างได้รับผลกระทบเช่นกัน

“แม้ทุกรายจะทำสงครามลดราคาแข่งขันกัน แบรนด์ที่อยู่มานาน ผ่านบทเรียนวิกฤติอาจจะปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้พ้นวิกฤติได้ดีกว่า มีแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคจะเชื่อถือ เมื่อลดราคาจึงได้รับความสนใจในแบรนด์มากกว่าแบรนด์ที่เกิดหลัง”

ขณะที่แบรนด์ที่บริหารงานอย่างอนุรักษ์นิยม (คอนเซอร์เวทีฟ) ไม่ได้พึ่งพากระแสเงินสด อย่าง บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เป็นต้นแบบอยู่ในธุรกิจอสังหาฯ มานานจึงเข้าใจตลาด จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เพราะที่ผ่านมาเติบโตตามกำไร และมีเงินคลังสูงทำให้โครงสร้างการเงินแข็งแกร่ง แม้ตลาดชะงักแต่ธุรกิจยังรันได้ต่อเนื่อง

ด้านภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด วิเคราะห์ว่า แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เหมาะสมที่จะเป็นนักพัฒนากำไรสูงสุดตลอดกาล ยิ่งในภาวะวิกฤติสะท้อนถึงการอ่านเกมขาด ไม่เปิดตัวโครงการคอนโดจำนวนมาก ที่สำคัญไม่ชิงซื้อที่ดินราคาสูงถึง 2-3 ล้านบาทต่อตารางวา (ตร.ว)

ตามคำพูดที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ผ่านสื่อของอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้ง บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ “ผมไม่รู้ว่าคุณไปแย่งซื้อที่ดินใจตร.ว.ละ 2-3 ล้านไปได้ยังไง ขุดไปเจอทองหรือ”

BCP จัดกรีนชูหุ้นกู้ขายเพิ่ม 3 พันลบ.

BCP จัดกรีนชูหุ้นกู้ขายเพิ่ม 3 พันลบ.หลังยอดจองทะลุเป้า 5 พันลบ.ให้อัตราดอกเบี้ย 2.60-3.40%

BCP
BCP

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2563 ของบริษัทได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นจากความต้องการในการลงทุนผ่านการ Bookbuilding ที่สูงถึง 1.68 เท่าของมูลค่าการเสนอขายหุ้นกู้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท

ดังนั้น บริษัทจึงตัดสินใจใช้ส่วนสำรองการเสนอขาย (Greenshoe) อีก 3,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนครอบคลุมทุกประเภท อาทิ กองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ. บริษัทประกันชีวิต กลุ่มสหกรณ์ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทและนิติบุคคล รวมถึงผู้ลงทุนรายใหญ่ ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานประเภทผู้ลงทุนได้ครอบคลุมมากขึ้นจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อบริษัทฯ

“บางจากสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทฯ โดยเงินที่ระดมจากหุ้นกู้ดังกล่าวส่วนหนึ่งเพื่อนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปีนี้ และสำรองส่วนหนึ่งเพื่อการบริหารการเงินและเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานให้ประเทศต่อไป” นายชัยวัฒน์กล่าว

BCP ออกหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ (Institutional Investors and/or High Net Worth Investors) มูลค่าไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และมีส่วนสำรองการเสนอขาย (Greenshoe) มูลค่าไม่เกิน 3,000 ล้านบาท โดยแบ่งหุ้นกู้ออกเป็น 3 ชุด ได้แก่ รุ่นอายุ 2 ปี 7 ปี และ 10 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ 2.60% 3.00% และ 3.40% ต่อปี ตามลำดับ และมีกำหนดการออกหุ้นกู้ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563

ทั้งนี้ หุ้นกู้แต่ละชุดได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A” เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 และการเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้มีผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 3 รายประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกสิกรไทย