บล.ไทยพาณิชย์ เปิดรับสมัคร “SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 7

บล.ไทยพาณิชย์ เปิดรับสมัคร “SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 7 (SCBS IWP#7) หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) เชิญชวนผู้มีความต้องการพัฒนาศักยภาพด้านการลงทุนอย่างถ่องแท้ สมัครเข้าร่วมโครงการ SCBS Infinite Wealth Program (หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS) รุ่นที่ 7 ภายใต้แนวคิด “World Wide Wealth – ความมั่งคั่งจากการลงทุนทั่วโลก” เพื่อยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่ ด้วยโครงสร้างหลักสูตรที่กลั่นกรองและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ SCBS เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วย 3E : Explore เรียนรู้ศาสตร์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง ด้วยทฤษฎีและการลงทุนจริงในสนามจริง Expand สัมผัสประสบการณ์จากนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มากความสามารถทั้งในประเทศและต่างประเทศ Engender สร้างคุณค่าและโอกาสที่เหนือกว่าอย่างยั่งยืนในฐานะนักลงทุนและพลเมืองของโลก

ทั้งนี้หลักสูตรแบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยการอบรมเพิ่มพูนความรู้และการพัฒนาศักยภาพผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์โดยนักลงทุนระดับเซียน ผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด และการลงมือปฏิบัติในสนามแข่งขันลงทุนจริงด้วยการเปิดบัญชีลงทุน 2 ล้านบาท โดยมีผู้แนะนำการลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ให้คำปรึกษาการลงทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้เข้าใจและค้นหาแนวทางสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนเพื่อการลงทุนจริงได้ ซึ่งมี นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร และได้รับเกียรติจาก นายธนา เธียรอัจฉริยะ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาหลักสูตร โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจที่มีอายุระหว่าง 25 – 45 ปี ตั้งแต่วันนี้ – 15 มีนาคม 2564 SCBS อยากเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่งคั่งอย่างมั่นคง และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งปี ได้ที่ www.scbs.com/iwp หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCBS Call Center 02-949-1999 รับจำนวนจำกัด เพียง 60 ท่านเท่านั้น ufa

หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานประกอบกับความเชี่ยวชาญของทีมงานนักวิเคราะห์และผู้แนะนำการลงทุน SCBS Infinite Wealth Programกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 7 เพื่อยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่ ด้วยแนวความคิด World Wide Wealthหรือความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุนทั่วโลก

บล.ไทยพาณิชย์ จัดพิธีปิดหลักสูตร “SCBS IWP” รุ่นที่ 6

      บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ (SCBS) จัดพิธีปิดหลักสูตร“SCBS Infinite Wealth Program” รุ่นที่ 6 (หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS) พัฒนานักลงทุนไทยรุ่นใหม่เปิดโลกการลงทุน เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและกูรูชั้นนำระดับประเทศเตรียมพร้อมลงมือปฏิบัติในสนามแข่งขันการลงทุนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มอบใบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการอบรม พร้อมด้วยผู้อำนวยการหลักสูตรฯ นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ณ SCB Investment Center ชั้น 5 Central World

รายละเอียดหลักสูตร

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ได้ริเริ่มหลักสูตร SCBS Infinite Wealth Programหรือ หลักสูตรสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนกับ SCBS ขึ้น เพื่อใช้ประสบการณ์อันยาวนานประกอบกับความเชี่ยวชาญของทีมงานนักวิเคราะห์และผู้แนะนำการลงทุนของบริษัท ในการยกระดับองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพนักลงทุนไทย สร้างแรงบันดาลใจในการลงทุน ผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ และสร้างชุมชนนักลงทุนรุ่นใหม่

ในปีนี้ หลักสูตร SCBS Infinite Wealth Programกลับมาเป็นปีที่ 7 ด้วยแนวความคิด World Wide Wealth หรือความมั่งคั่งที่เกิดจากการลงทุนทั่วโลก กลั่นกรองและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของ SCBS ได้เป็นหลักสูตร 3E สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

1. Explore หรือ เรียนรู้ศาสตร์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง ด้วยทฤษฎีและการลงทุนจริงในสนามจริง

2. Expand หรือ สัมผัสประสบการณ์จากนักลงทุนและนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มากความสามารถ ไทยและต่างประเทศ

3. Engender หรือ สร้างคุณค่าและโอกาสที่เหนือกว่าอย่างยั่งยืน ในฐานะนักลงทุนและพลเมืองของโลก

SCBS อยากเห็นคนไทยทุกคนมีสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่งคั่งอย่างมั่นคง และอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ตลาดทุนไทยเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

ดอลลาร์ดีดตัวทำนิวไฮ 2 เดือน เทียบยูโร,เยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง

ดอลลาร์ดีดตัวทำนิวไฮ 2 เดือน เทียบยูโร,เยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจแกร่ง

ดอลลาร์ดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน เทียบยูโรและเยน ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

ณ เวลา 23.50 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์แข็งค่า 0.4% สู่ระดับ 105.43 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.11% สู่ระดับ 126.21 เยน และร่วงลง 0.5% สู่ระดับ 1.197 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.35% สู่ระดับ 91.49

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 779,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ย.2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 830,000 ราย จากระดับ 812,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลง 193,000 ราย สู่ระดับ 4.6 ล้านราย หลังจากที่พุ่งแตะระดับ 24.9 ล้านรายในช่วงต้นเดือนพ.ค.2563 โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งทำให้มีการปิดเศรษฐกิจ และปลดพนักงานจำนวนมาก

ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้พบปะกับสมาชิกสภาคองเกรส โดยหวังที่จะผลักดันมาตรการดังกล่าวให้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา แม้เผชิญเสียงท้วงติงจากสมาชิกพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับวงเงินที่สูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ufa

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

US Dollar Index คืออะไร?

US Dollar Index ( หรือ Dollar Index – USDX, DXY, DI ภาษาไทยว่าดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ) คือดัชนีที่วัดความแข็งของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินต่าง ๆ ซึ่งจัดทำ ดูแลและเผยแพร่โดย ICE (International Exchange Inc.)

US Dollar Index น่าสนใจอย่างไร?

หากคุณสนใจจะเทรดหรือเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบอาทิเช่น AUD/USD GBP/USD โดยเฉพาะ EUR/USD US Dollar Index ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่น่าใช้ประกอบการเทรด เนื่องด้วย US Dollar Indexถ่วงน้ำหนักด้วยสกุลเงินยูโรเกินครึ่ง ทำให้ US Dollar Index เคลื่อนไหวในทางตรงกันข้ามกับสกุลเงินยูโร

หลักการใช้ US Dollar Index ประกอบการเทรดคู่สกุลเงินที่มี USD ประกอบ

หาก USD เป็นสกุลเงินหลัก อาทิเช่น USD/EUR USD/GBP USD/AUD US Dollar Index จะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น US Dollar Indexกับ USD/EUR

นอกเหนือจากฟอเร็กซ์แล้ว คุณยังสามารถใช้ US Dollar Index ประกอบการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเช่น ทองคำและน้ำมันได้อีกด้วย เพราะUS Dollar Indexเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับสินค้าโภคภัณฑ์

–   หาก US Dollar Index ขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะลดลง

–   หาก US Dollar Index ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 13.53 จุด ตามทิศทางหุ้นเอเชียเช้านี้

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 13.53 จุด ตามทิศทางหุ้นเอเชียเช้านี้

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดลบวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงตามกันเช้านี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,503.78 จุด ลดลง 13.53 จุด หรือ -0.38% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

3 ข้อต้องรู้ก่อนลงทุน “หุ้นจีน”

หลายคนมักบอกว่า รู้จัก “ประเทศจีน” และเข้าใจเรื่องการลงทุนในประเทศนี้อย่างดีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่? การลงทุนในหุ้นแดนมังกร ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนในตอนนี้ มีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง 3 ข้อ

คนที่คุ้นเคยกับการลงทุนต่างประเทศ อาจจะพอเข้าใจดีอยู่แล้วว่า “หุ้นจีน” ที่กองทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเข้าไปลงทุนอยู่นั้น มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ “A-Shares” หรือ หุ้นที่ทำการค้าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และ “H Share” ซึ่งก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจดทะเบียนซื้อขาย (Listed) ในฮ่องกง แต่รู้หรือไม่ว่า ทั้งสองตลาดมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมาก

“H-Share” ตลาดหุ้นกลุ่มการเงิน

ความโดดเด่นของ “H-Share” ที่ชัดเจน คงต้องยกให้กับเรื่องของความเป็นที่สุดใน “ธุรกิจด้านการเงิน”เห็นได้จากแชมป์ของกลุ่ม ซึ่งก็คือ “กลุ่มไฟแนนซ์” นั้น ครองสัดส่วนมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงถึง 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 23 บริษัท

อันดับที่สอง ได้แก่ “กลุ่มพลังงาน” มาร์เก็ตแคป 4.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.1 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 4 บริษัท และอันดับที่ 3 “กลุ่มไอที” มาร์เก็ตแคป 4.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.8 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 1 บริษัท ซึ่งก็คือ Tencent ผู้ประกอบธุรกิจด้านไอที ให้บริการด้านเว็บไซต์, แอพลิเคชัน เกมออนไลน์ นั่นเอง

“A-Share” ศูนย์รวมธุรกิจคลื่นลูกใหม่

การลงทุนกลุ่มหุ้น A-Share คือ โอกาสในเข้าถึงการลงทุนใน “เศรษฐกิจยุคใหม่” (New Economy) ของจีนอย่างแท้จริง โดยในแต่ละปีกลุ่มธุรกิจซึ่งเป็น “เศรษฐกิจยุคใหม่” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากมาร์เก็ตแคปของธุรกิจกลุ่มนี้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา (2549–2560)

นอกจกนี้ A-Share ยังมีความหลากหลายของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าเมื่อเทียบกับ H-Share โดย 3 อันดับแรกของธุรกิจที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด ได้แก่ 1.กลุ่มไฟแนนซ์ มาร์เก็ตแคป 12.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 33.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 58 บริษัท 2.กลุ่มอุตสาหกรรม มาร์เก็ตแคป 3.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.7 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 62 บริษัท 3.กลุ่มพลังงาน มาร์เก็ตแคป 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 12 บริษัท

2.ทำไมลงทุนจีนคือจังหวะที่ “ใช่” ในตอนนี้

คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า ปัจจุบันหากจะลงทุนหุ้นจีนถือว่าเป็นจังหวะค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจากพื้นฐานราคาหุ้น (Valuation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่จีนมีความพยายามในการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในประเทศด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง จึงส่งผลกดดันต่อการลงทุน และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนค่อนข้างถูก

อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลจีนจะกลับมาผ่อนคลาย นโยบายต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ การลดความเข้มงวดในนโยบายการคลังโดยการให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และคาดว่าธนาคารกลางจีน (PBoC) จะปรับลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำ (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงอีกหนึ่งครั้งในปีนี้เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

3.ลงทุนแบบไหนตอบโจทย์เก็งกำไรสั้น-ยาว

ด้วยภาพรวมของราคาหุ้นจีนที่น่าสนใจตอนนี้ หากจะลงทุนเพื่อ “เก็งกำไรระยะสั้น” คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนTISCO ESU แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงกับหุ้นในกลุ่ม H-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐฯ เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนผู้ที่คาดหวังการลงทุนระยะยาว แนะนำลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงหุ้นในกลุ่ม A-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 5.53 จุด ตามทิศทางภูมิภาคเอเชีย

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 5.53 จุด ตามทิศทางภูมิภาคเอเชีย

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดในแดนบวก ตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ซึ่งได้แรงหนุนจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปดีดตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ทะยานขึ้นอย่างมาก หลังจากนักลงทุนรายย่อยได้แห่เข้าซื้อโลหะเงินและดันราคาขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,510.81 จุด เพิ่มขึ้น 5.53 จุด หรือ +0.16% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

‘หุ้นจีน’ ว่าที่ตลาดการเงินใหม่ของโลก

พลิกทุกความคาดหมาย เมื่อหุ้น IPO ที่นักลงทุนทั่วโลกรอคอย และว่ากันว่ามีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ของ ANT Group ถูก ก.ล.ต. ของจีนสั่งระงับการซื้อขาย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดย China Securities Regulatory Commission หรือ ก.ล.ต. จีน บอกว่า ทางผู้บริหารของ ANT Group บริษัทฟินเทคที่มี Alibaba ถือหุ้นอยู่ 33% ได้รายงานการเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์เทคโนโลยีทางการเงิน ส่งผลให้ทางก.ล.ต. จีนมองว่า ANT Group ยังไม่ผ่านเงื่อนไขสำหรับแผน IPO และกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล[1]

เราคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของ ANT Group ต่อไป ว่าจะผลักดันแผนการ IPO ของตัวเองให้สามารถเข้าซื้อขายในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกงได้หรือไม่

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การที่หุ้นจีนจะ IPO ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการ IPO ที่สูงแซงบริษัทน้ำมัน Saudi Aramco และ Alibaba และสูงที่สุดในโลกนี้ สะท้อนศักยภาพของ ‘หุ้นจีน’ ได้เป็นอย่างดี ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดการเงินของโลกในอนาคต

STC ตั้งบริษัทร่วมทุนผุดโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสต์คาดเปิด Q2/64

STC ตั้งบริษัทร่วมทุนผุดโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสต์คาดเปิด Q2/64

บมจ.เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ (STC) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 บริษัทเข้าลงนามสัญญาร่วมทุนกับบริษัท พรีเมียร์ พรีคาสท์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ในการจัดตั้งบริษัทแห่งใหม่เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปในระบบ Precast มูลค่า 20 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 2/64 ตามที่ได้รับอนุมัติในหลักการจากที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 10 พ.ย.63

สำหรับเงินทุนที่บริษัทใช้ในการลงทุน มาจากเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทซึ่งเป็นการนำเงินทุนที่บริษัทได้รับจากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) มาใช้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าว ขณะที่ประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับจากการร่วมทุนในครั้งนี้ บริษัทมีผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายเพิ่มชึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในตลาดคู่แข่ง และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมเพิ่มขึ้น

รวมทั้งบริษัทร่วมทุนจะต้องมีการใช้คอนกรีตผสมเสร็จในการผลิตในการผลิตผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ ดังนั้น บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายคอนกรีตผสมเสร็จให้กับบริษัทร่วมทุน และจากการให้เช่าที่ดินว่างเปล่า และ บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ ufa

บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน)

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2531 โดย คุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทอง ประธานกรรมการบริษัท ประกอบธุรกิจหลัก ธุรกิจผลิตและจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ คอนกรีตสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า “STC CONCRETE” STCเป็นตัวอักษรย่อมาจาก “สิทธิชัย”

ซึ่งเป็น ชื่อของธุรกิจดั้งเดิม คือร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อว่า “สิทธิชัยค้าวัสดุ” เปิดดำเนินกิจการ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2502

รายละเอียดธุรกิจ

ผลิตและจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และเสาเข็มหล่อสำเร็จ

สินค้า / บริการ

– คอนกรีตผสมเสร็จ
– ท่อระบายน้ำคอนกรีต
– แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป
– เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง
– อิฐบล็อกมวลเบาสีเทากันความชื้น
– แผ่นรั้วสำเร็จรูป

Our Vision

Credible (เชื่อถือได้)

  • ซื่อตรงและให้เกียรติทุกคน  และร่วมกันและทำงานเพื่อความสำเร็จร่วมกัน
  • สื่อสารอย่างซื่อตรงและเน้นถึงประโยชน์บริษัทเป็นสำคัญ
  • พยายามทำในสิ่งที่เหมาะที่ควรเพื่อลูกค้าของเรา
  • พร้อมจะตัดสินใจและรับผิดชอบในการกระทำของเรา

Creative (สร้างสรรค์)

  • พยามยามเสาะหาแนวทางใหม่ ๆ และวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งจะนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ
  • แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกัน
  • พร้อมจะตัดสินใจและรับผิดชอบในการกระทำของเรา
  • ทำงานด้วยความท้าทายซึ่งทำให้ธุรกิจของเราพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าเหนือใคร

Caring (เอาใจใส่)

  • เชื่อมั่นว่าพนักงานของเราคือสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่งต่อบริษัท
  • ตั้งใจจะทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคีและมอบสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับลูกค้า
    เพื่อนร่วมงานและคู่ค้าของเรา
  • ปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้อื่นในลักษณะเดียวกันกับที่เราอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
  • ยอมรับผลงานและยินดีในความสำเร็จของกันและกัน
  • สร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าของเรา

Courageous (กล้าคิดกล้าทำ)

  • มีความปรารถนาที่แน่วแน่เพื่อพัฒนาบริษัทของเราและเป็นผู้นำในตลาดการค้า
  • ปฏิบัติงานด้วยความเด็ดเดี่ยว ประเมินความเสี่ยงอย่างสุขุมและเรียนรู้จากการผิดพลาด
  • เราจะตระหนักดีว่าโอกาสเกิดจากความรับผิดชอบและความรู้สึกเป็นเจ้าของงานนั้น

Our Mission

“ มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ ”

บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “STC”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปทุกประเภท (Precast Concrete) และคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete) พร้อมทั้งให้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตอกเสาเข็ม การปั๊มคอนกรีต เป็นต้น แก่ลูกค้าโดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ทั่วภาคตะวันออก โดยบริษัทฯ มีจุดเริ่มต้นจากคุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทอง ผู้ซึ่งเริ่มประกอบธุรกิจจำหน่ายไม้แปรรูปและวัสดุก่อสร้างในเขตเมืองพัทยาในปี 2522 ภายใต้ชื่อ “สิทธิชัยค้าไม้” และได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและกลุ่มผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ชื่อของร้าน “สิทธิชัยค้าไม้” จึงเป็นที่มาของอักษรย่อ “เอสทีซี” หรือ “STC” ของบริษัทฯ และในเวลาต่อมา คุณสุรสิทธิ์เห็นโอกาสทางธุรกิจที่ลูกค้าจะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์คอนกรีตผ่านร้านสิทธิชัยค้าไม้ จึงได้จัดตั้ง บริษัท เอส.ที.ซี.ผลิตภัณฑ์คอนกรีต จำกัด (“S.T.C. Concrete”) ในปี 2531 เพื่อผลิตและจำหน่ายแผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จและคอนกรีตผสมเสร็จ และจัดตั้ง “บริษัท เอส.ที.ซี. ท่อคอนกรีต จำกัด” (“S.T.C. Pipe”) ในปี 2535 เพื่อผลิตและจำหน่ายท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กและบ่อพักน้ำ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2539 ส่งผลให้ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์หยุดชะงัก และ S.T.C. Concrete ได้หยุดดำเนินธุรกิจไป เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายลงคุณสุรสิทธิ์ ชัยตระกูลทองและครอบครัวจึงได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เอส.ที.ซี. คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด ในปี 2543 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปขึ้นอีกครั้ง โดยมีทีมงานวิศวกรผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ด้านการออกแบบการผลิตและคิดค้นสูตรการผลิตที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน ในราคาที่เหมาะสม จนเป็นที่ยอมรับในคุณภาพของกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เป็นไปอย่างราบรื่น มีสินค้าที่หลากหลายครบวงจร ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า และเป็นหนึ่งเดียว ในปี 2556 บริษัทฯ ได้ทำการปรับโครงสร้างกลุ่ม โดยควบรวมกิจการกับ S.T.C. Pipe ทำให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทั้งหมดภายใต้เครื่องหมายการค้า STC ซึ่งเป็นการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ครบวงจรตั้งแต่ท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก บ่อพักน้ำ เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ แผ่นพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงหล่อสำเร็จ คานสำเร็จรูป ผนังสำเร็จรูป รั้วสำเร็จรูป อิฐบล็อกมวลเบาและคอนกรีตผสมเสร็จ

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 220/26 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และมีโรงงานทั้งหมด 4 แห่งในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ดังนี้
1. โรงงานพัทยา 1 ตั้งอยู่เลขที่ 16/83 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
2. โรงงานพัทยา 2 ตั้งอยู่เลขที่ 16/85 หมู่ที่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
3. โรงงานหนองปรือ ตั้งอยู่เลขที่ 52 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
4. โรงงานนาวัง ตั้งอยู่เลขที่ 154 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

โดยโรงงานทั้ง 4 แห่งดังกล่าวมีกำลังการผลิตและศักยภาพสูง พร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภายใต้นโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC
ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ มุ่งมั่นสู่ความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สินค้า และการให้บริการ โดยมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะตรงกับความต้องการของลูกค้า เป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐาน โดยในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับมาตรฐานมอก. จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแสวงหาแนวทางหรือวิธีการใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม และเข้าไปมีส่วนร่วม พูดคุยแลกเปลี่ยนกับลูกค้า และคู่ค้าเพื่อให้ทราบถึงความพึงพอใจและข้อคิดเห็นของลูกค้าและคู่ค้า เพื่อนำกลับมาปรับปรุงและพัฒนาทั้งกระบวนการผลิตและการให้บริการให้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าผู้รับเหมาทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

 

ดอลล์แข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.13% รับแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังตลาดหุ้นทรุดหนัก

เงินนิวยอร์ก : ดอลล์แข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.13% รับแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัยหลังตลาดหุ้นทรุดหนัก

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (29 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนักจากความวิตกเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) และการปั่นหุ้น GameStop ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐ

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.13% แตะที่ 90.5800 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 104.73 เยน จากระดับ 104.23 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8905 ฟรังก์ จากระดับ 0.8877 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2802 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2795 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2132 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2131 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3703 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3740 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7641 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7694 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์ได้แรงหนุน เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงมากกว่า 700 จุดในการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์จากความวิตกเกี่ยวกับประสิทธิภาพวัคซีนโควิดของบริษัท J&J และจากภาวะผันผวนในตลาดที่เกิดจากการปั่นราคาหุ้น GameStop

บริษัท J&J เปิดเผยว่า วัคซีนของบริษัทโดสเดียวมีประสิทธิภาพ 72% ในการป้องกันโรคโควิด-19 ในสหรัฐ และต่ำกว่า 66% ในการทดลองที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นระดับประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นาซึ่งอยู่ที่ราว 95% ในการป้องกันโรคโควิด-19 เมื่อฉีด 2 โดส

ตลาดหุ้นสหรัฐยังถูกกดดันจากความวิตกเกี่ยวกับการปั่นหุ้น GameStop ซึ่งปิดพุ่งขึ้น 67.87% หลังจากราคาหุ้นร้านจำหน่ายวิดีโอเกมชื่อดังในสหรัฐแห่งนี้ พุ่งขึ้นมากกว่า 1,000% แล้วนับตั้งแต่ต้นเดือนนี้ ซึ่งเป็นผลจากการรวมตัวกันของนักลงทุนรายย่อยของสหรัฐในการเข้าซื้อเพื่อดันราคาขึ้น โดยหวังจะสั่งสอนกองทุนเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่เก็งกำไรด้วยการขายชอร์ตหุ้นตัวนี้ในตลาด ufabet

ดอลลาร์สหรัฐ (อังกฤษ: United States dollar; ในเอกสารเก่าอาจพบการใช้ เหรียญสหรัฐ) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก[1] รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 31.19 บาท (อัตราแลก-เปลี่ยน ณ วันที่ 13 ส.ค. 15:00 UTC)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้หน่วยเงิน ดอลลาร์ เป็นสกุลเงินประจำชาติ และยังมีประเทศอื่นที่มีเงินดอลลาร์เช่นกัน แต่ใช้ชื่อเรียกอื่น เช่น ดอลลาร์สิงคโปร์ ดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นสกุลเงินหลักในหลายประเทศ[2] และในบางประเทศถึงแม้ว่าดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สกุลเงินหลัก แต่ยังมีการยอมรับในการใช้จ่ายสินค้าทั่วไป

ชื่อเล่นที่ชาวอเมริกันเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ว่า “บั๊ก (ภาษาสแลง, ภาษาพูด)” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ว่า แกรนด์ (grand)

รายการของสกุลเงินโลก

สกุลเงินต่างประเทศเป็นผลิตภัณฑ์หลักในแง่ของการเทรดฟอเร็กซ์ มีสกุลเงินทั้งหมด 180 สกุลเงินในโลกซึ่งหมุนเวียนอยู่ใน 197 ประเทศ

สกุลเงินที่นิยมมากที่สุดในการเทรดฟอเร็กซ์คือดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) มูลค่าการซื้อขายรวมในปี 2015 สร้างรายได้ 88% ของธุรกรรมสกุลเงินทั้งหมด สกุลเงินที่นิยมอันที่ 2 คือยูโร (EUR) จัดเป็น 31% ของการดำเนินการฟอเร็กซ์รวม หลังจากสกุลเงินผู้นำจะตามด้วยสกุลเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ปอนด์ (GBP) ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ฟรังก์สวิส (CHF) และ หยวนจีน (CNY) ซึ่งแต่ละสกุลเงินมีมูลค่าการซื้อขายรวมอยู่ที่ 5%

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 16.54 จุด ตามทิศทางภูมิภาคภาคเอเชีย

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดบวก 16.54 จุด ตามทิศทางภูมิภาคภาคเอเชีย

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดแดนบวก ตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวขึ้นในเช้าวันนี้ หลังดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อคืน (28 ม.ค.) ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งจำนวนคนว่างงานของสหรัฐที่ลดลงมากกว่าตัวเลขคาดการณ์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,521.72 จุด เพิ่มขึ้น 16.54 จุด หรือ +0.47% ufa

หุ้นจีน A-Shares คืออะไร ทำไมนักลงทุนต้องสนใจ

เวลาที่พูดถึงหุ้นจีน นักลงทุนอาจจะได้ยินคำว่า A-Shares H-Shares รวมถึง ADR หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors หรือ AGI) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นจีน และเป็นพันธมิตรที่กองทุนบัวหลวงมอบหมายให้เป็นผู้รับดำเนินงานการลงทุนในต่างประเทศ (Outsourced fund manager) ของกองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นจีน (B-CHINE-EQ) นำเสนอข้อมูลตลาดไว้อย่างน่าสนใจ ว่า สาเหตุที่ควรให้ความสำคัญกับ A-Shares ก็เพราะเวลานี้ จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของโลกก็จริง แต่คาดว่าภายในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในที่สุด และตลาดหุ้น A-Shares จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโอกาสทางเศรษฐกิจนี้

ขณะที่ หุ้น A-Shares มีอยู่ประมาณ 3,800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 8.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้นจีนทั้งหมด และ MSCI ก็มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีน A-Shares ในดัชนี MSCI Emerging Market อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กองทุนต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นจีน A-Shares กับตลาดหุ้นอื่นก็มีน้อยมาก เรียกง่ายๆ ก็คือ ผลตอบแทนของหุ้นจีน มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอื่นน้อยมาก อันเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากนโยบายเศรษฐกิจ การเมือง และการเงินในประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งบริษัทส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนก็มีรายได้หลักจากในประเทศ ดังนั้นจึงได้รับผลข้างเคียงจากความขัดแย้งทางการค้าที่จีนมีกับสหรัฐฯ น้อย ด้วยเหตุนี้เอง หากมีหุ้นจีน A-Shares อยู่ในพอร์ตลงทุนก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และยังทำให้นักลงทุนมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วเนื่องจากดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีนด้วย

เศรษฐกิจใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ การเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากขึ้น การเน้นเรื่องเพิ่มมูลค่าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว บันเทิง อุปกรณ์ด้านสุขภาพ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ยานพาหนะพลังงานทางเลือกใหม่ ไบโอเทค ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบใหม่ๆ ดังนั้น การลงทุนใน A-Shares จึงเป็นโอกาสที่ทำให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่จะเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อหุ้น A-Shares มีความน่าสนใจ หากผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศได้ ก็สามารถพิจารณาจัดสรรสินทรัพย์ Asset Allocation โดยแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนในหุ้นจีน A-Shares ผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ได้

3 ข้อต้องรู้ก่อนลงทุน “หุ้นจีน”

หลายคนมักบอกว่า รู้จัก “ประเทศจีน” และเข้าใจเรื่องการลงทุนในประเทศนี้อย่างดีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่? การลงทุนในหุ้นแดนมังกร ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนในตอนนี้ มีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง 3 ข้อ

คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า ปัจจุบันหากจะลงทุนหุ้นจีนถือว่าเป็นจังหวะค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจากพื้นฐานราคาหุ้น (Valuation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่จีนมีความพยายามในการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในประเทศด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง จึงส่งผลกดดันต่อการลงทุน และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนค่อนข้างถูก

อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลจีนจะกลับมาผ่อนคลาย นโยบายต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ การลดความเข้มงวดในนโยบายการคลังโดยการให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และคาดว่าธนาคารกลางจีน (PBoC) จะปรับลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำ (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงอีกหนึ่งครั้งในปีนี้เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 38.67 จุด ตามทิศทางตลาดภูมิภาคเอเชีย

หุ้นจีน : เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 38.67 จุด ตามทิศทางตลาดภูมิภาคเอเชีย

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดตลาดแดนลบตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวลงเช้านี้ หลังดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ (27 ม.ค.) ทำสถิติดิ่งลงในวันเดียวรุนแรงที่สุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ประกาศมาตรการใหม่ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้เฟดมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ตาม

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,534.67 จุด ลดลง 38.67 จุด หรือ -1.08% ufa

3 ข้อต้องรู้ก่อนลงทุน “หุ้นจีน”

หลายคนมักบอกว่า รู้จัก “ประเทศจีน” และเข้าใจเรื่องการลงทุนในประเทศนี้อย่างดีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่? การลงทุนในหุ้นแดนมังกร ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้นจีนในตอนนี้ มีเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องรู้อย่างยิ่ง 3 ข้อ

คนที่คุ้นเคยกับการลงทุนต่างประเทศ อาจจะพอเข้าใจดีอยู่แล้วว่า “หุ้นจีน” ที่กองทุนไทยส่วนใหญ่นิยมเข้าไปลงทุนอยู่นั้น มีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ “A-Shares” หรือ หุ้นที่ทำการค้าในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และ “H Share” ซึ่งก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาจดทะเบียนซื้อขาย (Listed) ในฮ่องกง แต่รู้หรือไม่ว่า ทั้งสองตลาดมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างมาก

“H-Share” ตลาดหุ้นกลุ่มการเงิน

ความโดดเด่นของ “H-Share” ที่ชัดเจน คงต้องยกให้กับเรื่องของความเป็นที่สุดใน “ธุรกิจด้านการเงิน”เห็นได้จากแชมป์ของกลุ่ม ซึ่งก็คือ “กลุ่มไฟแนนซ์” นั้น ครองสัดส่วนมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงถึง 1.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 23 บริษัท

อันดับที่สอง ได้แก่ “กลุ่มพลังงาน” มาร์เก็ตแคป 4.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.1 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 4 บริษัท และอันดับที่ 3 “กลุ่มไอที” มาร์เก็ตแคป 4.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.8 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 1 บริษัท ซึ่งก็คือ Tencent ผู้ประกอบธุรกิจด้านไอที ให้บริการด้านเว็บไซต์, แอพลิเคชัน เกมออนไลน์ นั่นเอง

“A-Share” ศูนย์รวมธุรกิจคลื่นลูกใหม่

การลงทุนกลุ่มหุ้น A-Share คือ โอกาสในเข้าถึงการลงทุนใน “เศรษฐกิจยุคใหม่” (New Economy) ของจีนอย่างแท้จริง โดยในแต่ละปีกลุ่มธุรกิจซึ่งเป็น “เศรษฐกิจยุคใหม่” นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากมาร์เก็ตแคปของธุรกิจกลุ่มนี้ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา (2549–2560)

นอกจกนี้ A-Share ยังมีความหลากหลายของบริษัทจดทะเบียนมากกว่าเมื่อเทียบกับ H-Share โดย 3 อันดับแรกของธุรกิจที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด ได้แก่ 1.กลุ่มไฟแนนซ์ มาร์เก็ตแคป 12.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 33.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 58 บริษัท 2.กลุ่มอุตสาหกรรม มาร์เก็ตแคป 3.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 13.7 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 62 บริษัท 3.กลุ่มพลังงาน มาร์เก็ตแคป 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.5 % ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยในกลุ่มดังกล่าว มีบริษัทจำนวน 12 บริษัท

สำหรับ หุ้น A-Shares จะหมายถึง บริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ อันประกอบด้วย ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และตลาดหุ้นเซินเจิ้น ส่วน H-Shares คือบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และ ADR คือ บริษทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งในเวลานี้หุ้น A-Shares เป็นกลุ่มที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น

คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า ปัจจุบันหากจะลงทุนหุ้นจีนถือว่าเป็นจังหวะค่อนข้างเหมาะสม เนื่องจากพื้นฐานราคาหุ้น (Valuation) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นผลที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่จีนมีความพยายามในการชะลอเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในประเทศด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง จึงส่งผลกดดันต่อการลงทุน และทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจนค่อนข้างถูก

อย่างไรก็ตามคาดว่ารัฐบาลจีนจะกลับมาผ่อนคลาย นโยบายต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปี เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ การลดความเข้มงวดในนโยบายการคลังโดยการให้เงินสนับสนุนช่วยเหลือเมืองที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และคาดว่าธนาคารกลางจีน (PBoC) จะปรับลดอัตราส่วนเงินกันสำรองขั้นต่ำ (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงอีกหนึ่งครั้งในปีนี้เพื่อหนุนเศรษฐกิจ

ด้วยภาพรวมของราคาหุ้นจีนที่น่าสนใจตอนนี้ หากจะลงทุนเพื่อ “เก็งกำไรระยะสั้น” คุณคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนTISCO ESU แนะนำให้ลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงกับหุ้นในกลุ่ม H-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐฯ เช่น การลดความเข้มงวดในนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนผู้ที่คาดหวังการลงทุนระยะยาว แนะนำลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงหุ้นในกลุ่ม A-Share ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ “เศรษฐกิจยุคใหม่” ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ดาวโจนส์ปิดลบ 22.96 จุด จับตาประชุมเฟด-ผลประกอบการเอกชน

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดลบ 22.96 จุด จับตาประชุมเฟด-ผลประกอบการเอกชน

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (26 ม.ค.) ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย โดยนักลงทุนรอดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนต่อไปหรือไม่

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,937.04 จุด ลดลง 22.96 จุด หรือ -0.07% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,849.62 จุด ลดลง 5.74 จุด หรือ -0.15% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,626.06 จุด ลดลง 9.93 จุด หรือ -0.07%

นักวิเคราะห์จากบริษัทอินเวสโคในรัฐจอร์เจียกล่าวว่า แม้ตลาดได้แรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่มีการรายงานล่าสุด ซึ่งรวมถึงบริษัท 3M แต่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโควิด-19 และความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทเอกชนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจในอนาคต

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบเมื่อคืนนี้ โดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงหนักสุดถึง 2.12% หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลง โดยหุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ร่วงลง 2.09% หุ้นเชฟรอน ลดลง 1.68% หุ้นเอ็กซอน โมบิล ดิ่งลง 2.18% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ร่วงลง 2.31%

หุ้น 3M ซึ่งเป็นหนึ่งใน 30 หลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 3.26% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 1.389 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.38 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 969 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.66 ดอลลาร์/หุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562

ทั้งนี้ ผลประกอบการของ 3M ได้รับปัจจัยหนุนจากการที่บริษัทดำเนินนโยบายลดต้นทุน รวมทั้งได้ประโยชน์จากยอดขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และหน้ากากนิรภัย ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนัก

หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) พุ่งขึ้น 2.73% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 1.86 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.82 ดอลลาร์/หุ้น ขณะเดียวกันคาดว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จะเปิดเผยผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ได้ทำการทดลองวัคซีนในระยะที่ 3 กับอาสาสมัครจำนวน 45,000 คน

หุ้นเจเนอรัล อิเลคทริค (GE) พุ่งขึ้น 2.73% หลังบริษัทเปิดเผยรายได้ในไตรมาส 4/2563 ที่ระดับ 2.193 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 2.183 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี บริษัทมีกำไรเพียง 8 เซนต์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 9 เซนต์/หุ้น

นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายอื่นๆในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ แอปเปิล, ไมโครซอฟท์, โบอิ้ง, เน็ตฟลิกซ์ และเทสลา

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดซึ่งจะมีการแถลงในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ตามเวลาไทย ด้านนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ขณะที่ตลาดจับตาดูว่าเฟดจะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือนหรือไม่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ufabet

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.4847 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 6.4847 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

ค่ากลางเงินหยวน

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้อ่อนค่าลง 0.0028 หยวน แตะที่ 6.4847 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน ufa

เงินหยวน คืออะไร?

นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมสถานะของจีนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เพิ่มเงินหยวนของจีนลงในรายการสกุลเงินสำรองที่จะใช้บางส่วนสำหรับธุรกรรมของธนาคารกลาง 1 เงินหยวนและหยวนมักใช้แทนกันเป็นสกุลเงินสำหรับ ประเทศจีน แต่เงินหยวนถือเป็นสกุลเงินทางการของจีน เงินหยวนถูกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกและโดยปกติจะใช้ในต่างประเทศ นอกประเทศจีนในขณะที่เงินหยวนนั้นใช้บ่อยกว่าในประเทศจีน

สกุลเงินอื่นๆ ที่ถือเป็นสกุลเงินสำรอง ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐยูโรปอนด์อังกฤษและเยนญี่ปุ่น การยกระดับสถานะของเงินหยวนช่วยให้สามารถใช้งานได้บ่อยขึ้นในการค้าทั่วโลกและธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ

  • USDCNY
  • USDCNH

เงินหยวน CNY กับ CNH ต่างกันอย่างไร

CNH หมายถึงหยวนจีนในตลาดนอกชายฝั่งซึ่งอยู่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ (ตลาดบนบก) ตลาดทุนของจีนรวมถึงตลาด FX ถูกควบคุมและยังไม่เปิดอย่างเต็มที่ สิ่งนี้นำไปสู่คุณลักษณะที่แตกต่างกันของสกุลเงินจีนในตลาดบนบกและนอกชายฝั่งดังนั้นจึงมีการกำหนดสัญลักษณ์สองตัวเพื่อแยกความแตกต่าง

ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่บนบกจีนหยวนเรียกว่า CNY ในทางกลับกันตลาดนอกชายฝั่งรวมถึงศูนย์หยวนดั้งเดิมเช่นฮ่องกง (เขตปกครองพิเศษของจีน) สิงคโปร์ลอนดอนและศูนย์ที่พัฒนาใหม่เช่นลักเซมเบิร์ก

  • หากระบุไว้แบบในประเทศ “Onshore” ค่าเงินหยวน Renminbi จะมีตัวย่อ “CNY”
  • หากระบุไว้แบบนอกประเทศ “Offshore” ค่าเงินหยวน Renminbi จะมีตัวย่อ “CNH”

ในช่วงฤดูร้อนของปี 2018 IMF รายงานว่าเงินหยวนของจีนเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานเพียงเพื่อที่จะได้เห็นว่าเงินหยวนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนเพื่อตอบสนองต่อสงครามภาษีกับสหรัฐฯที่ทวีความรุนแรงขึ้น 8 การลดลงนี้ทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง Steven Mnuchin ให้ความเห็นว่ากระทรวงการคลังกำลัง” จะตรวจสอบอย่างรอบคอบว่าพวกเขามีการปรับเปลี่ยนสกุลเงินหรือไม่”

หลายปีที่ผ่านมาเงินหยวนหยวนของจีน (CNY) ไม่เคยใกล้เคียงกับการถูกพิจารณาว่าเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศเนื่องจากการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากรายงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ในปี 2015 การใช้เงินหยวนเพื่อการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 21 เท่านับตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าการค้าสินค้าของจีนเกือบครึ่งหนึ่งจะออกใบแจ้งหนี้เป็นเงินหยวนภายในปี 2020

เริ่มเทรดค่าเงินหยวน USDCNH โดย “ไร้ความเสี่ยง” กับบัญชีเงินจำลอง

การเทรดแบบ USDCNH นั้น แม้แต่เทรดเดอร์มืออาชีพเองก็นิยมเข้าไปฝึกฝนในระบบบัญชีเงินจำลอง หรือที่เรียกว่า “Demo Account” อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นระบบที่จำลองเงินขึ้นมาเพื่อใช้เทรด

  • สามารถเทรดได้เหมือนตลาดจริงทุกประการ
  • สามารถใช้เครื่องมือเทรดและสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมแบบบัญชีจริงทุกประการ
  • คำนวณกำไรขาดทุนเหมือนเงินจริงทุกประการ และคำนวณตามราคาตลาดจริงๆ

คุณสามารถฝึดเทรดได้เรื่อยๆ โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ ผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 ที่จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบประสบการณ์การเทรดของคุณเองได้ คลิกที่แบนเนอร์ด้านล่างเพื่อเปิดบัญชีเงินจำลองได้แล้ววันนี้ ฟรี!

ความสัมพันธ์ค่าเงินหยวนกับ EUR และ USD

จากรูปแบบพอร์ตโฟลิโอสามประเทศสามสกุลเงินเราได้ศึกษาผลกระทบของความเป็นสากลของเงินหยวนต่อความอ่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนยูโรดอลลาร์ต่อแรงสั่นสะเทือนต่างๆในสองระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกัน

ได้แสดงให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตอบโต้ที่เกิดขึ้นถึงอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ในจีนจะมีข้อ จำกัด มากขึ้นเมื่อเงินหยวนเป็นสากลและความเป็นสากลของหยวนยังทำให้อัตราแลกเปลี่ยนยูโรดอลลาร์คงที่ในระบอบการปกครองแบบลอยตัว

ค่าเงินหยวนกับตลาดหุ้น

ข้อมูลจากรอยเตอร์ บ่งบอกได้ว่า ค่าเงินหยวนจะมีทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นจีน การแข็งค่าของเงินหยวนจะมีสถานะเป็น Risk On คือถ้าเงินหยวนแข็งค่า แปลว่า นักลงทุนพร้อมเสี่ยง

ลดค่าเงินหยวน

การลดค่าเงินไม่ใช่เรื่องใหม่ จากสหภาพยุโรปไปจนถึงประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้ลดค่าเงินของตนเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของตน อย่างไรก็ตามการลดค่าเงินของจีนอาจเป็นปัญหาต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่ดังกล่าวเกิดขึ้นกับภูมิเศรษฐกิจมหภาคมีผลกระทบที่สำคัญ

เมื่อสินค้าจีนมีราคาถูกลงเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกขนาดเล็กถึงขนาดกลางจำนวนมากอาจเห็นรายได้จากการค้าที่ลดลง หากประเทศเหล่านี้ถูกปลดหนี้และต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างหนักประเทศของพวกเขาอาจประสบปัญหา ตัวอย่างเช่นเวียดนามบังกลาเทศและอินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกรองเท้าและสิ่งทออย่างมาก ประเทศเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบหากการลดค่าของจีนทำให้สินค้าถูกลงในตลาดโลก

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินหยวน

ตั้งแต่ปี 2005 มูลค่าของเงินหยวนถูกตรึงไว้ที่ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่จีนดำเนินการเปลี่ยนจากการวางแผนจากส่วนกลางไปสู่เศรษฐกิจการตลาดและเพิ่มการมีส่วนร่วมในการค้าต่างประเทศเงินหยวนจึงถูกลดค่าลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีน

PMI

ตัวอย่างจากปี 2016 ตัวเลข PMI ลดลงเป็นเดือนที่ 5 ซึ่งบ่งชี้ว่าการผลิตในจีนเย็นลง กิจกรรมการผลิตเป็นสัญญาณสำคัญของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่สิบติดต่อกันที่การผลิตในจีนหดตัวทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจของจีนไม่ได้อยู่ในระดับที่มั่นคงขึ้น ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ล่าสุดของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคและผู้ผลิตโลหะรายใหญ่ที่สุดในโลก

และเมื่อ “เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก”ของจีนจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ความคลั่งไคล้ในการขายในปี 2016 นี้ได้รับแรงหนุนจากการสำรวจเอกชนล่าสุดเกี่ยวกับกิจกรรมในโรงงานรายงานเดือนธันวาคม 2015 โดย Caixin เกี่ยวกับการอ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการผลิตของจีนชะลอตัวลงอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2015 เป็นการอ่าน PMI ที่ 48.2 – มีอะไรต่ำกว่า 50 แสดงถึงการชะลอตัว

อาถรรพ์เลข 7 กับการเคลื่อนไหวของ PBOC

ค่าเงินหยวนที่ USDCNH = 7 ถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญมาก การป้องกันระดับ 7 สามารถช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในสกุลเงินและบรรเทาความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วของเงินหยวนหรือเงินหยวนแม้ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับวอชิงตันทำให้การลดค่าการแข่งขันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับปักกิ่ง

PBOC เคยให้สัมภาษณ์ในปี 2017 ว่า การทำลาย USDCNH = 7 เป็นประโยชน์ต่อจีนเนื่องจากสามารถลดผลกระทบบางประการของการขึ้นภาษีได้ แต่ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเงินหยวนของเราเป็นลบและเงินทุนจะไหลออก