หุ้นเอเชียเปิดบวก ขานรับดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งเกือบ 300 จุด

ภาวะตลาดหุ้ยเอเชีย : หุ้นเอเชียเปิดบวก ขานรับดาวโจนส์พุ่งเกือบ 300 จุด

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดดีดตัวขึ้นเกือบ 300 จุด เมื่อคืนนี้ หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศผ่อนคลายข้อกำหนดการลงทุนสำหรับภาคธนาคารพาณิชย์

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 22,424.37 จุด เพิ่มขึ้น 164.58 จุด, +0.74% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 24,697.98 จุด ลดลง 83.60 จุด, -0.34% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,137.47 จุด เพิ่มขึ้น 25.10 จุด, +1.19% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,603.43 จุด เพิ่มขึ้น 13.28 จุด, +0.51% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,491.97 จุด เพิ่มขึ้น 2.77 จุด, +0.19%

ตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นไต้หวันปิดทำการวันนี้เนื่องในเทศกาลขนมจ้าง

ทั้งนี้ คณะกรรมการประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) ประกาศผ่อนคลายข้อกำหนดจาก Volcker Rule โดยจะอนุญาตให้ธนาคารสหรัฐสามารถทำการลงทุนได้มากขึ้น และได้รับการยกเว้นจากการสำรองเงินสดสำหรับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ระหว่างบริษัทในเครือ โดยการผ่อนคลายข้อจำกัดดังกล่าวจะทำให้ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐสามารถเข้าลงทุนในกองทุนร่วมลงทุน (venture capital) หรือกองทุนอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน อ่านเพิ่มเติม

แนวโน้มดัชนีเช้านี้รีบาวด์กรอบจำกัด รับปัจจัยบวกสหรัฐ – ECB

ภาวะตลาดหุ้นไทย : แนวโน้มดัชนีเช้านี้รีบาวด์กรอบจำกัด รับปัจจัยบวกสหรัฐ – ECB ผ่อนคลายมาตรการการเงิน

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีโอกาสที่จะรีบาวด์ในกรอบจำกัด เช่นเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่เช้านี้บวกกันราว 0.3-0.8% เล็งขานรับปัจจัยบวกจากสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน โดยรัฐบาลสหรัฐประกาศผ่อนคลายข้อกำหนดการลงทุนสำหรับภาคธนาคาร ส่วน ECB ก็จะปล่อยเงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กับธนาคารกลางต่าง ๆ นอกเขตยูโรโซน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดการเงินในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเรื่องธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำหนดให้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐจะต้องกันเงินทุนสำรองไว้ที่ระดับปัจจุบัน เพื่อที่จะมีเงินกองทุนรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต อย่างไรก็ดี ตลาดฯยังมีความกังวลการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่สหรัฐฯมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันสูงถึง 39,000 คน ซึ่งเป็นระดับสูงสุด  อ่านเพิ่มเติม

ฮั่งเส็งเปิดลบ 83.60 จุด นลท.ตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ และ EU

ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง : ฮั่งเส็งเปิดลบ 83.60 จุด นลท.กังวลโควิดระบาดรอบสอง

ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดตลาดปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU)

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนีฮั่งเส็งเปิดลดลง 83.60 จุด หรือ -0.34% แตะที่ 24,697.98 จุด อ่านเพิ่มเติม

หุ้นยุโรปปิดร่วง 357.17 จุด วิตกโควิดระบาดเพิ่ม – สหรัฐเล็งเก็บภาษีสินค้ายุโรป

ภาวะตลาดหุ้นยุโรป : หุ้นยุโรปปิดร่วง 357.17 จุด วิตกโควิดระบาดเพิ่ม – สหรัฐเล็งเก็บภาษีสินค้ายุโรป

ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (24 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และตลาดยังถูกกดดันจากรายงานข่าวที่ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของยุโรป ซึ่งทำให้นักลงทุนหมดหวังที่จะเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ดัชนี Stoxx Europe 600 ร่วง 2.78% ปิดที่ 357.17 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,871.36 จุด ร่วง 146.32 จุด หรือ -2.92%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 12,093.94 จุด ร่วง 429.82 จุด หรือ -3.43% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,123.69 จุด ร่วง 196.43 จุด หรือ -3.11%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ และร่วงลงรุนแรงที่สุดเป็นอันดับสองในเดือนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเทขายหุ้นออกมาท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐ และสื่อรายงานว่า ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) เตรียมที่จะห้ามชาวอเมริกันเดินทางเข้าสู่ยุโรป

นักลงทุนยังวิตกกับรายงานข่าวที่ว่า สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอาจพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน และเยอรมนี ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3.1 พันล้านดอลลาร์ อ่านเพิ่มเติม

ฟุตซี่ปิดร่วง 196.43 จุด วิตกโควิดระบาดซ้ำ – IMF ลดคาดการณ์ศก.โลก

ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน : ฟุตซี่ปิดร่วง 196.43 จุด วิตกโควิดระบาดซ้ำ – IMF ลดคาดการณ์ศก.โลก

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ (24 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นทั่วโลกจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดรอบสอง นอกจากนี้ นักลงทุนยังผิดหวังที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลงอีก

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,123.69 จุด ร่วงลง 196.43 จุด หรือ -3.11%

ตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ โดยปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นในหลายรัฐ

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันหลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) เมื่อวานนี้ โดยได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า พร้อมกับเตือนว่าสถานะทางการคลังของรัฐบาลประเทศต่างๆ จะทรุดตัวลงอย่างหนัก ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มงบประมาณเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลง 4.9% ในปีนี้ ซึ่งย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์ในเดือนเม.ย.ว่าจะหดตัวลง 3% อ่านเพิ่มเติม

ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก นลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังโควิดลามในสหรัฐ

ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก : ดอลล์แข็งเทียบ สกุลเงินหลัก นลท.แห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังโควิดลามในสหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับ สกุลเงินหลัก ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (24 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นทั่วสหรัฐ

ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.51% สู่ระดับ 97.1528 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.94 เยน จากระดับ 106.47 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9478 ฟรังก์ จากระดับ 0.9444 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3611 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3540 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1258 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1312 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.2423 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2522 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.6867 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6936 ดอลลาร์สหรัฐ

นักลงทุนรุกซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ โดยรายงานระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในรัฐฟลอริดาพุ่งขึ้น 5,508 รายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการติดเชื้อในรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 15.91% จากเดิมที่ 10.82%

นอกจากนี้ รัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนกติกัตมีคำสั่งให้กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างรัฐเป็นเวลา 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่รัฐวอชิงตันได้ออกคำสั่งให้ประชาชนทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ อ่านเพิ่มเติม

STGT ซื้ออนาคตถุงมือยางชั้นนำโลก เคลียร์คำถามไอพีโอ 34 บาท P/E 54 เท่า

STGT ซื้ออนาคตถุงมือยางชั้นนำโลก เคลียร์คำถามไอพีโอ 34 บาท P/E 54 เท่า แพงหรือไม่ !!

เกาะติดกับกระแสหุ้นน้องใหม่ IPO ที่เตรียมเสนอขายเป็นตัวแรกในรอบครึ่งหลังของปี 63 นั่นคือ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) (STGT) บริษัทลูกของ บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ของโลก

ทั้งนี้STGT นำเสนอขายหุ้นทั้ง 444.78 ล้านหุ้นกำหนดช่วงราคาขายหุ้น IPO ที่ 34 บาทเป็นระดับราคาสูงสุดจากช่วงราคาที่กำหนด 32-34 บาท ปัจจุบันได้เปิดให้นักลงทุนเข้าจองซื้อหุ้น IPO แล้วตั้งแต่วันที่ 23–25 มิ.ย.63 และคาดนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (SET) ในวันที่ 2 ก.ค.นี้

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่STGT เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์”ว่า ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านบริษัทเดินสายนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศจำนวนกว่า 30 ราย รวมถึงนักลงทุนรายย่อย มีกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะด้วยความที่STGT เป็น 1 ใน 5 เป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก และ 4 บริษัทคู่แข่งรายใหญ่ก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของประเทศมาเลเซีย ทำให้STGT เป็นบริษัทไทยรายเดียวที่สามารถไปแข่งขันระดับโลกได้อย่างทัดเทียมรายอื่น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนเข้ามาสนใจในหุ้นของSTGT เป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้น ธุรกิจบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเติบโตค่อนข้างสูง หลังจากดีมานด์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ขณะเดียวกันผลประกอบการไตรมาส1/63 ยังสามารถเติบโตได้ค่อนข้างดี

สาเหตุที่บริษัทกำหนดราคาหุ้นไอพีโอ 34 บาทมีค่า P/E อยู่ที่ 54 เท่าเป็นกรอบบนของช่วงราคาที่กำหนดเบื้องต้น 32-34 บาท เป็นสิ่งสะท้อนความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่มีเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพสะสถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่สนใจหุ้นไอพีโอของบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนที่ถือหุ้นในธุรกิจถุงมือยางในประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว ทำให้มีความเข้าใจธุรกิจSTGT เป็นอย่างดี อ่านเพิ่มเติม

THAI เตรียมพร้อมกลับมาเปิดบริการใหม่หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการ

THAI เตรียมพร้อมกลับมาเปิดบริการใหม่หลังหลายประเทศ ผ่อนคลายมาตรการ

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองประธานกรรมการคนที่ 2 รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยมีนโยบายผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมีบางประเทศเริ่มอนุญาตให้มีการเดินทางเข้า-ออก ประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ธุรกิจการบินเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานในหลายประเทศ รวมทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้กำหนดมาตรการในการให้บริการวิถีชีวิตปกติรูปแบบใหม่ (New Normal)

ทั้งนี้ ในส่วนของการบินไทยได้มีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและอุปกรณ์ เพื่อให้การบริการภาคพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างครบวงจร และมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ได้แก่ การบริการลูกค้าภาคพื้น การบริการอุปกรณ์ภาคพื้น การซ่อมบำรุงอากาศยาน การขนส่งสินค้า และบริการครัวการบิน อ่านเพิ่มเติม

กสิกรไทย ตั้งบริษัทเทคโนโลยีในจีน หวังเป็นแล็ปพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน

กสิกรไทย ตั้งบริษัทเทคโนโลยีในจีน หวังเป็นแล็ปพัฒนานวัตกรรมทางการเงินป้อนจีนและอาเซียน

กสิกรไทย ตั้ง บริษัท กสิกร วิชั่น อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในจีน ให้เป็นฟินเทคที่บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด ถือหุ้น 100 % ทุนจดทะเบียน 300 ล้านหยวน ถือเป็นฟินเทครายแรกที่จัดตั้งโดยธนาคารต่างประเทศในเซินเจิ้นในปีนี้ มีธุรกิจหลักในการออกแบบ จัดสร้าง และวิจัยเทคฯ ใหม่ ๆ ด้วยแผนการดำเนินงานในระยะ 5 ปีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินในอนาคต

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้จัดตั้ง บริษัท กสิกร วิชั่น อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (Kasikorn Vision Information Technology Co., Ltd.) จดทะเบียนในเขตหลัวหู เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงินหรือฟินเทค ที่บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด ถือหุ้น 100 % ด้วยทุนจดทะเบียน 300 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นฟินเทครายแรกที่จัดตั้งโดยธนาคารต่างประเทศในเซินเจิ้นในปีนี้ สำหรับธุรกิจหลักของบริษัท คือ ออกแบบและสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ วิจัยเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจดิจิทัลแบงกิ้งและระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินแก่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทยและลูกค้า

บริษัท กสิกร วิชั่น อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี มีแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ในปีแรกจะเน้นที่การสร้างทีม การวางรูปแบบธุรกิจ และงานด้านพื้นฐานอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของธนาคารกสิกรไทยในจีน ตามแนวทางการดำเนินงานหลัก ช่วงที่ 2 หลังจากดำเนินงานได้ 2-3 ปี จะเน้นที่การขยายตัวแบบมั่นคง การบูรณาการเชิงลึกทั้งจากผู้ถือหุ้น กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและจีน รวมทั้งสถาบันต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน และการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในเซินเจิ้น เพื่อให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเงิน ส่วนช่วงที่ 3 ซึ่งเป็นระยะที่ดำเนินงานมา 4-5 ปี จะเร่งการพัฒนาอย่างเต็มที่และสามารถก้าวขึ้นเป็นฟินเทคที่ทรงอิทธิพลในภูมิภาค โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยนานาชาติชั้นนำเพื่อจัดตั้งห้องแล็บด้านเทคโนโลยีการเงินเพื่อสนับสนุนการวิจัยและใช้ความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  อ่านเพิ่มเติม

MINT พุ่ง 4.85% โบรกฯมองสัดส่วนขายหุ้น RO ดีกว่าคาด

MINT พุ่ง 4.85% โบรกฯมองสัดส่วนขายหุ้น RO ดีกว่าคาดส่งผล Dilution ไม่มาก

หุ้น MINT ราคาเพิ่มขึ้น 4.85% มาที่ 21.60 บาท หรือเพิ่มขึ้น 1 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 440.4 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.04 น. ราคาหุ้นเปิดตลาดที่ 21.30 บาท ราคาทำระดับสูงสุดที่ 22 บาท และทำระดับต่ำสุดที่ 21.30 บาท

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะ”ซื้อ”หุ้น บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ให้ราคาเป้าหมายที่ 28.75 บาท หลังบริษัทประกาศราคาขายหุ้นเพิ่มทุนที่ 18.90 บาทต่อหุ้น ด้วยสัดส่วนหุ้นสามัญเดิม 8.2 หุ้นต่อ 1 หุ้นสามัญออกใหม่ กำหนดขึ้น XR วันที่ 26 มิ.ย.63

ทั้งนี้ การกำหนดสัดส่วนดังกล่าวนับว่าดีกว่าที่หยวนต้าฯและตลาดคาดก่อนหน้าที่ 6.45:1 ทำให้เกิด EPS Dilution ราว 11% Price Dilution 1% ดีกว่าคาดก่อนหน้าจะมี EPS Dilution ที่ 13.4% ซึ่งมีผลให้ราคาเหมาะสมของอาจถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญ

หากการเพิ่มทุนสำเร็จ MINT จะได้เงินจากการขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน (RO) ราว 1 หมื่นล้านบาท เมื่อบวกกับ Perpetual bond อีกราว 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ฐานทุนของ MINT กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง และมากเพียงพอผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปได้ไม่ต้องเพิ่มทุนอีกรอบ แม้เกิดการแพร่ระบาดในระลอกสอง หรือระลอกสาม และหากเพิ่มทุนสำเร็จคาดเป็นปัจจัยสำคัญปลดล็อกแรงกดดันต่อราคาหุ้น ที่ทำให้หุ้นซื้อขายต่ำที่ -2SD และอ่อนแอกว่ากลุ่ม อ่านเพิ่มเติม