บลจ.ทิสโก้เปิดกอง ‘ทิสโก้ Cloud Computing อิควิตี้’ ลงทุน ‘Cloud’

บลจ.ทิสโก้เปิดกอง’ทิสโก้ Cloud Computing อิควิตี้’ ลงทุน’Cloud’เบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีแห่งอนาคต

บลจ.ทิสโก้เสนอขาย  สุดล้ำพาลงทุนธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี ‘Cloud’ ชี้โอกาสเติบโตสูง รับการใช้งาน Big Data, IoT, 5G และการปรับเปลี่ยนธุรกิจทั่วโลกเข้าสู่ยุค New Normal เปิด IPO 29 มิ.ย. – 13 ก.ค. 63

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Saharat Chudsuwan, Head of Marketing and Wealth Advisory, Mutual & Private Fund Business, TISCO Asset Management Co., Ltd.) เปิดเผยว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี ‘คลาวด์ คอมพิวติง’ (Cloud Computing) หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google, Dropbox, Facebook, Zoom หรือกระทั่ง Netflix ก็ล้วนแต่มี Cloud มาเป็นส่วนสำคัญในการให้บริการแทบทั้งสิ้น และจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต จากการเข้ามาของ Internet of Things (IoT) ในยุค 5G เพราะจะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่รอบตัวผู้บริโภคเชื่อมต่อและสั่งการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างหลากหลายมากขึ้น โดยมี Cloud อยู่ในระบบการทำงานดังกล่าว

นอกจากนี้ Cloud ยังอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในทุกภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น การใช้ Big Data มาจับพฤติกรรมผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนธุรกิจมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นรับกับยุค New Normal เป็นต้น ซึ่ง Cloud นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย เข้าถึงง่ายทุกที่ทุกเวลา การทำงานราบรื่นและยืดหยุ่นแล้ว ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันที่ดียิ่งกว่าบริษัทที่ลงทุนกับระบบจัดเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง เพราะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่า และสามารถบริหารทรัพยากรบุคคลได้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องกังวลระบบหลังบ้านที่ไม่ถนัด

จากข้อมูลข้างต้น จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีหากได้ลงทุนในบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจของ Cloud เพราะทุกบริษัทล้วนแต่มีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตที่ดีตามความต้องการของผู้ใช้งาน ดังนั้น บลจ.ทิสโก้จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด ทิสโก้ Cloud Computing อิควิตี้ (TCLOUD) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) กองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี Cloud Computing เช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน, ธุรกิจผู้พัฒนาและจัดทำแพลตฟอร์ม, ธุรกิจผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูล, บริษัทที่เป็นเจ้าของหรือบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูล, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Data Center) และธุรกิจผลิตหรือจัดจำหน่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับจัดทำ Cloud ผ่านกองทุนอีทีเอฟ Global X Cloud Computing ETF (กองทุนหลัก) ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 29 มิถุนายน – 13 กรกฎาคม 2563 ทั้งนี้ กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก อ่านเพิ่มเติม

Window Dressing-กองทุน “SSFX” “โกลเบล็ก” เฝ้าระวังงบแบงก์สกัดหุ้นไทย

เตือน!! กับดัก Window Dressing-กองทุน “SSFX” “โกลเบล็ก” เฝ้าระวังงบแบงก์หวั่นสกัดหุ้นไทย

เริ่มต้นกับการสรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่แล้ว (22-26 มิ.ย.) SET INDEX ปิดที่ระดับ 1,330.34 จุด ปรับตัวลดลง 2.95% จากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 6.6% รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจการเงิน ลดลง 6.1% และสุดท้ายคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ลดลง 5.8%

ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกยังคงอยู่ในโหมดเฝ้าระมัดระวังการทรุดตัวของเศรษฐกิจรอบใหม่ หลังจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อต้องการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกันก็เกิดเป็นประเด็นความเสี่ยงของการระบาดซ้ำรอบใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ตามรายงานข้อมูลล่าสุดพบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ล้านราย พร้อมคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 500,000 รายในระยะเวลาเพียง 7 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้ทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลกหลังจากนี้เริ่มที่จะมีกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดมากขึ้น

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย. แม้ว่าในช่วงสั้นนักลงทุนจะยังคาดหวังต่อปัจจัยบวกกรณีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เตรียมประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ระยะที่ 5 ในวันที่ 29 มิ.ย.และคาดจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป ขณะเดียวกันเองก็ยังมีประเด็นบวกจากความคาดหวังกระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่มักจะทำ “Window Dressing ช่วงสิ้นสุดไตรมาส โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีแสดงผลกำไรจากการถือหุ้นของแต่ละกองทุนในรอบไตรมาสนั้น รวมถึงเม็ดเงินจากกองทุนลดหย่อนภาษีวงเงินพิเศษ หรือ SSFX ที่จะสิ้นสุดระยะเวลาซื้อหน่วยลงทุนในเดือน มิ.ย.นี้ด้วย

แต่ท่ามกลางรอยต่อก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ไตรมาส 3/63 อย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์ต่างประเมินกันว่าปัจจัยบวกดังกล่าวอาจช่วยสนับสนุนบรรยากาศลงทุนแค่ชั่วคราวเท่านั้น พร้อมกับแนะนำให้เกาะติดกับการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ว่าจะแสดงถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังมากน้อยแค่ไหน

สอดคล้องกับความเห็นของ นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ที่ประเมินภาพรวมผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/63 จะยังมีแนวโน้มที่ไม่สดใส โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่คาดจะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เป็นต้นไป ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยลบฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกระลอก แม้ว่าก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเผชิญกับแรงขายมาบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี ประเมินภาพรวม SET INDEX ในรอบสัปดาห์นี้จะแกว่งตัวในกรอบแนวรับที่ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,350 จุด ตามลำดับ อ่านเพิ่มเติม

ก.อุต เตรียมพร้อมดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

ก.อุต เตรียมพร้อมดัน เขตเศรษฐกิจพิเศษ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน พร้อมตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมพร้อมรับลูกผลักดันการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษ ภายหลังมติ ครม. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ มุ่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพในแต่ละพื้นที่ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน พร้อมตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนด้านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษผ่านการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะร่วมสานต่อภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยประสบผลสำเร็จ พร้อมตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น นักลงทุนต่างประเทศ/ในประเทศใช้ไทยเป็น Hub ของอาเซียน (Connectivity) ตลอดจนมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) ต่อไป

โดยร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้จะเป็นกลไกในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ในการบริหารจัดการ กำกับติดตาม และสนับสนุนการดำเนินงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง และพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติม ได้แก่ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC – Creative LANNA) พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeastern Economic Corridor: NeEC – Bioeconomy) และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง – ตะวันตก (Western – Central Economic Corridor: WCEC) เป็นต้น

ก้าวต่อไปของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ จะเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุน เช่น นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว นิคมอุตสาหกรรมสงขลา (สะเดา) จังหวัดสงขลา และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการรองรับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ โดยคาดว่าเมื่อมีการใช้พื้นที่เต็มประสิทธิภาพแล้วจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 7,000 อัตรา และก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมการขาย/เช่าที่ดินของนิคมอุตสาหกรรมยางพารา เช่น มาตรการส่งเสริมการขาย จะได้รับส่วนลดร้อยละ 5 ของอัตราราคาขายที่ดิน ยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญาซื้อขายที่ดิน และสามารถแบ่งชำระการซื้อที่ดินในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินได้ภายใน 6 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย แต่ต้องยื่นขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อประกอบกิจการต่อ กนอ. ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โอนที่ดินภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และแจ้งเริ่มประกอบกิจการภายในระยะเวลา 2 ปี มาตรการส่งเสริมการเช่าที่ดิน ซึ่งจะได้รับยกเว้นค่าเช่าที่ดินในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน โดยผู้ที่ได้รับสิทธิดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมยางพาราขั้นปลาย (Downstream Rubber Industry) และผู้ใช้ที่ดินเพื่อประกอบอุตสาหกรรมยางพาราขั้นกลาง (Midstream Rubber Industry) ทำสัญญาเช่าที่ดินภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และมีระยะเวลาการเช่าไม่น้อยกว่า 20 ปี เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 7.0808 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

จีนกำหนดอัตราค่ากลางเงินหยวนอ่อนค่าลงวันนี้ที่ 7.0808 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) รายงานว่า อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนในวันนี้อยู่ที่ระดับ 7.0808 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลง 0.0253 หยวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดอินเตอร์แบงก์จะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน อ่านเพิ่มเติม

สคร. ยังติดตามงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด ช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สคร. ยังติดตามงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด ช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจจาก COVID – 19

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่าสคร. ได้ติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2563 ของรัฐวิสาหกิจ 44 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งในภาพรวมรัฐวิสาหกิจยังสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมจำนวน 104,214 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 101 ของแผนการเบิกจ่ายสะสม รวมทั้งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่และสามารถเบิกจ่าย
ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา รองผู้อำนวยการสคร. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 44 แห่ง แบ่งเป็นการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 34 แห่ง จำนวน 61,140 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 94 ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 8 เดือน (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – พฤษภาคม 2563) และการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน 10 แห่ง จำนวน 43,073 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 114 ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 5 เดือน (ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563) โดยมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สามารถเบิกจ่ายได้เกินกว่าเป้าหมาย เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ของ รฟม. โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าภาคตะวันตกและภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และงานก่อสร้างปรับปรุงขยายระบบท่อส่งน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เช่น โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงบางซื่อ – รังสิต (รถไฟชานเมืองสายสีแดง) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554 – 2560) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกตะวันตกของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการเดิมที่ดำเนินการล่าช้าต่อเนื่องมา อ่านเพิ่มเติม

BGRIM ลุยโรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภา 95MW ลั่นกำไรปีนี้โต 15%

“บี.กริม เพาเวอร์(BGRIM)” คาดกำไรปีนี้โต 10-15% หลังต้นทุน LNG ลดลง พร้อมทุ่มงบ 3.8 พันลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าไฮบริดอู่ตะเภา ขายไฟฟ้าให้สนามบิน-รถไฟความเร็วสูง รวม 60 MW โดยเช่าที่ดินราชพัสดุ 100 ไร่ เวลา 29 ปี 6 เดือน โบรกฯ ประเมินพื้นฐาน 60 บาท ยังไม่รวมอัพไซด์จากแผนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ากำไรปี 63 เติบโตขึ้น 10-15% จากปีก่อน โดยหลักมาจากต้นทุนก๊าซ LNG ที่ลดลง แต่รายได้จะเหลือเติบโต 10% (เดิมโต 10-15%) จากปริมาณการใช้ก๊าซ LNG ลดลง    นอกจากนี้ กองทัพเรือในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คัดเลือกบริษัทเป็นผู้เช่าราชพัสดุพื้นที่ 100 ไร่ สัญญา 29 ปี 6 เดือน โดยมีมูลค่าโครงการ 3.8 พันล้านบาท และมีอัตราค่าเช่าคิดเป็น 3% ของมูลค่าที่ดิน และส่วนแบ่งรายได้อีก 15% ที่ต้องจ่ายให้กองทัพเรือ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีผลตอบแทนของโครงการไม่ต่ำกว่า 12%

โครงการดังกล่าว เป็นโครงการเพื่อดำเนินการด้านสาธารณูปโภคงานระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานระหว่างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมโดยใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติกับโรงไฟฟ้าแสงอาทิตยเป็นพลังงานสะอาดตามแนวคิดหลักของอีอีซี มีขนาดกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 95 เมกะวัตต์ พร้อมด้วยระบบกักเก็บพลังงานอัจฉริยะขนาด 50 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งจะสามารถดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในปี 67

บริษัทยังเตรียมขายไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวให้กับสนามบินอู่ตะเภา 40 เมกะวัตต์ และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จำนวน 20 เมกะวัตต์

*** เพิ่งคว้าไลเซนส์นำเข้า LNG จำนวน 6.5 แสนตัน 

ขณะที่ 27 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา BGRIM เพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG Shipper) จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จำนวน 650,000 ตันต่อปี เพื่อจัดจำหน่ายให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัท เริ่มในปี 2565 ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ในด้านการบริหารต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

บล.โกลเบล็ก  มีมุมมองบวกจากการนำเข้า LNG โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ราว 8 ร้อยล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.4 บาทต่อปี หรือคิดเป็นผลกระทบต่อราคาหุ้น 12-16 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ดำเนินการนำเข้า LNG แล้วเสร็จในปี 2565

*** กูรูเคาะพื้นฐาน 60 บาท  ยังมีอัพไซด์จากแผนซื้อกิจการโรงไฟฟ้า SPP

บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการระบาดของ COVID-19 อาจกระทบรายได้จากลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) บ้างซึ่งมีสัดส่วนรายได้ราว 25% ของรายได้ทั้งหมด และ 50% เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ มีการปิดโรงงานไปบ้างในเดือน เม.ย.และต้องลดค่าไฟ 3% เป็นเวลา 1 ไตรมาสตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็มีลูกค้ารายใหม่เชื่อมต่อขอใช้ไฟเข้าระบบในเดือน พ.ค.จำนวน 14 MW และรอเข้ามาเพิ่มอีกใน 3Q63 และ 4Q63 อีกไตรมาสละ 8MW เพราะลูกค้าต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟจึงมีการขอซื้อไฟจาก BGRIM ซึ่งต่ำกว่าราคาขายปลีกของการไฟฟ้า และมีลูกค้าบางกลุ่มอย่างกลุ่ม Packaging และ Electronics มีการใช้ไฟเพิ่มขึ้น ช่วยลดผลกระทบ อ่านเพิ่มเติม

บลจ.กรุงศรี มองหุ้นไทยปีนี้ 1,400 จุด ชี้หุ้นไทยแพงทำต่างชาติเมิน

บลจ.กรุงศรี มองหุ้นไทยปีนี้ 1,400 จุด ชี้หุ้นไทยแพง หลัง P/E ทะลุ 20 เท่า ทำต่างชาติเมิน ด้านหุ้นกู้เอกชนคาดไม่เห็นผิดนัดชำระหนี้อีก หลังมีภาครัฐ-สถาบันการเงินหนุน มองภาครวมศก.โลกอาจยังไม่พ้นจุดต่ำสุด ต้องจับตาปัจจัยหลายด้าน

บลจ.กรุงศรี

นายวิพุธ เอื้ออานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า มองภาพรวมดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 1,400 จุดบวกลบ ด้านข้อมูลนักวิเคราะห์ทั้งหมดในตลาดประเมินว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทย 12 เดือนข้างหน้า คาดว่าหุ้นไทยอยู่ในช่วง 1,470 จุด ซึ่งห่างจากดัชนีในปัจจุบันประมาณ 10%

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมี P/E Ratio ปีนี้อยู่ที่ 20.4 เท่า และปี 2564 อยู่ที่ 16.3 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่แพงกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคจึงมีความน่าสนใจน้อยลง ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยยาก

เห็นได้จากข้อมูลกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในตั้งแต่เดือนเมษายนยังคงขายสุทธิ โดยเมษายนขายสุทธิกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์ , พฤษภาคมขายสุทธิเกือบระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ และเดือนมิถุนายนยังขายสุทธิกว่า 400 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยังเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนระยะกลาง-ยาวสูงกว่าสินทรัพย์อื่น เช่นการลงทุนพันธบัตร ตราสารหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปีนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นไทยคงไม่หวือหวา โดยการลงทุนกองทุนระยะสั้นแนะนำแบบหุ้นปันผล ส่วนระยะกลาง-ยาวแนะนำประเภทหุ้นเติบโต อ่านเพิ่มเติม

อินโดฯอนุมัติงบ1.93 แสนล้านดอลลาร์ กระตุ้นศก.สู้โควิด-19

อินโดฯอนุมัติงบ 2,739.2 ล้านล้านรูเปียห์ (1.93 แสนล้านดอลลาร์) กระตุ้นศก.สู้โควิด-19

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด้ ของอินโดนีเซียได้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวงเงินสูงถึง 2,739.2 ล้านล้านรูเปียห์ (1.93 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ที่ 2,613.8 ล้านล้านรูเปียห์ เมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

การอนุมัติงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียขาดดุลการค้าเป็นวงเงินสูงถึง 1,039.2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือคิดเป็น 6.34% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ปีนี้ หลังรัฐบาลอินโดนีเซียต้องใช้งบประมาณเป็นเงินสูงถึง 695 ล้านล้านรูเปียห์ ในการบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้คาดการณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3/2020 หลังจากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังอินโดนีเซียเผยว่า GDP ได้หดตัว 3.8% ในไตรมาสที่ 2/2020 อ่านเพิ่มเติม

ชูตลาดจริงใจ Farmers’ Market ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ชูตลาดจริงใจ Farmers’ Market ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ยกสุรินทร์โมเดลต้นแบบ ทางรอดช่วยเกษตรกรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กลุ่มธุรกิจฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ประสานความร่วมมือ 4 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเกษตร และ ภาคประชาชน ชูตลาดจริงใจ Farmers’ Market

สู่ยุทธศาสตร์โมเดลต้นแบบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกรไทย ผ่านมาตรการสร้างอาชีพ เสริมรายได้ เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำวิสัยทัศน์มุ่งเน้นความรับผิดชอบสังคม ตามนโยบายกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งเป้าสิ้นปี 2563 เปิดตลาดจริงใจFarmers’ Market ครบ 29 สาขา ครอบคลุม 27 จังหวัด ภายใต้แนวคิด “สุขใจ ภูมิใจ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ล่าสุดเปิดอย่างเป็นทางการพร้อมกัน 3 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี สุรินทร์ และ ลำปาง พร้อมยกตลาดจริงใจ Farmers’ Market จังหวัดสุรินทร์ เป็นโมเดลต้นแบบ ยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เกษตรอินทรีย์

นางสาวเมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ กลุ่มเซ็นทรัลและท็อปส์เปิดตลาดจริงใจFarmers’ Market แห่งแรกเมื่อปี 2561 ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี เป็นตลาดชุมชนรูปแบบใหม่ให้เกษตรกรมาจำหน่ายสินค้า มุ่งเน้นผักผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และเกษตรอินทรีย์ รวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ปัจจุบันเปิดตลาดไปแล้ว 18 สาขา ใน 16 จังหวัด พร้อมตั้งเป้าสิ้นปี 2563 จะขยายตลาดจริงใจFarmers’ Market ครบ 29 สาขา ครอบคลุม 27 จังหวัด โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้เกษตรกรขาดรายได้และขาดช่องทางจำหน่ายสินค้า ตลาดจริงใจ Farmers’ Market มิตรแท้ที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และในเดือนมิถุนายน เราเปิดตลาดอย่างเป็นทางการพร้อมกัน 3 สาขา ได้แก่ สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จ.กาญจนบุรี, สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จ.สุรินทร์, และสาขาเซ็นทรัลพลาซา จ.ลำปาง ในรูปแบบ New Normal เน้นย้ำมาตรการปกป้องความปลอดภัยทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย โดยตลาดจริงใจแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์และเสน่ห์ที่ไม่ซ้ำกัน ทั้งผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ของดีขึ้นชื่อ ผัก ผลไม้ ได้แก่ ตลาดจริงใจ กาญจนบุรี มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นพื้นที่ราบลุ่มลำน้ำแควน้อย แควใหญ่ มีดินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตอร่อยมีเอกลักษณ์ เช่น ทุเรียน เงาะ ใน อ.ทองผาภูมิ และเป็นแหล่งเห็ดโคนธรรมชาติขึ้นชื่อ ซึ่งภายในตลาดมีเกษตรกรจาก 11 ชุมชน 52 ตำบล 13 อำเภอ นำสินค้าของดีประจำจังหวัดมาจำหน่าย อาทิ ทุเรียนทองผาภูมิ, มะม่วงน้ำดอกไม้, สับปะรดปัตตาเวีย, ข้าวหอมกาญจน์, เห็ดโคนธรรมชาติ เป็นต้น ตลาดจริงใจ สุรินทร์ มีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านหลากหลาย เป็นแหล่งผลิตข้าวและปลูกข้าวอินทรีย์แหล่งใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกำหนดให้เกษตรอินทรีย์เป็นยุทธศาสตร์จังหวัด ภายในตลาดมีเกษตรกรจาก 12 ชุมชน 25 ตำบล 9 อำเภอ นำสินค้าของดีประจำจังหวัดมาจำหน่าย อาทิ ผักพื้นบ้านจาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง, ข้าวปกาอำปึล-ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ (สินค้า GI) โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่คอโค, เนื้อวัววากิวจากสบายใจ พรีเมี่ยมบีฟ, หมูหลุมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงหมูหลุมแบบครบวงจร, กุนเชียง, กาละแม, มะพร้าวน้ำหวาน, ขนุนพันธุ์ไทยเหรีญบาท, แตงโมโกลเด้นคิง, บักแงว, เห็ดจากฟางข้าว (สินค้า GI) เป็นต้น ตลาดจริงใจ ลำปาง แม้จะเป็นเมืองรถม้า แต่ก็มีสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่โดดเด่นขึ้นชื่อจากเกษตรกร 7 ชุมชน 22 ตำบล 7 อำเภอ มาจำหน่าย อาทิ สับปะรดภูงาวจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดลำปาง(สวนภูมิคำ), ผักสลัดสุขใจฟาร์ม, ข้าวหอมใบเตยลำปางวิสาหกิจชุมชนแววมณี, ข้าวแต๋นน้ำแตงโมวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรบ้านทุ่งม่านเหนือเป็นต้น

โดยเฉพาะตลาดจริงใจFarmers’ Market จังหวัดสุรินทร์ ได้ถูกหยิบยกเป็นโมเดลต้นแบบรับยุทธศาสตร์จังหวัด ยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานรัฐและเกษตรกรในพื้นที่ โดยนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์เกษตรจังหวัดเพื่อพัฒนาช่วยเหลือเกษตรกรและแนวทางความร่วมมือกับ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เปิด ตลาดจริงใจ จ.สุรินทร์ ว่า “สุรินทร์เป็นจังหวัดนำร่องทางเกษตรอินทรีย์ตามมติคณะรัฐมนตรี เกษตรอินทรีย์ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับชาวบ้าน เพียงแต่ยังไม่มีการรวมกลุ่มกันอย่างเป็นรูปธรรม หลังโควิด-19 ชี้ให้เราเห็นว่า ความมั่นคงด้านอาหารจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะทุกคนต้องบริโภคอาหาร ถ้าเราสามารถสร้างพื้นฐานทางด้านการเกษตรให้เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัยในภูมิภาค ก็จะเป็นโอกาสอันดีของชาวจังหวัดสุรินทร์ และเรามีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในการรองรับ มีการคมนาคมที่สะดวก ถ้าเราสนับสนุนให้เกษตรกรในสุรินทร์ทำการเกษตรแบบผสมผสานได้ก็จะดี และตอนนี้เราวางนโยบายแก้ปัญหาเรื่อง “แหล่งน้ำ” กลยุทธ์ที่เราจะนำมาใช้จึงเป็น “สระน้ำ” และ “ไร่นา” ให้เกษตรกรที่สมัครใจทำสระน้ำในไร่นาของตนเอง โดยส่วนราชการของจังหวัด, ท็อปส์, และกลุ่มเซ็นทรัล ให้การสนับสนุน ซึ่งจุดนี้ก็จะตอบโจทย์เรื่องความร่วมมือว่าทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร เพราะน้ำคือชีวิต ทุกอย่างเริ่มต้นที่น้ำ ถ้ามีน้ำ เกษตรก็เข้าไปทำพืชผักสวนครัวได้ ปศุสัตว์เข้าไปเลี้ยงสัตว์ ประมงเข้าไปเรื่องสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู ปลา ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่อื่นได้ นี่คือแนวทางที่จะทำ และปัญหาสำคัญของชาวบ้านตอนนี้คือเรื่อง ตลาด ชาวบ้านถนัดแต่ผลิตแล้วส่ง แต่ขายเองไม่เป็น การเปิดตลาดจริงใจ สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จ.สุรินทร์ มาแก้ปัญหาได้ตรงจุด เป็นการเปิดพื้นที่ให้ฝึกค้าขาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้

วางแผนการปลูกเพื่อสร้างความต่อเนื่องของผลผลิตให้ไม่ซ้ำกัน และที่สำคัญพื้นที่ตลาดจริงใจ จะทำให้พวกเขาได้เห็นประโยชน์ของการค้าขาย หัวใจการค้าขาย และการลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตนเอง ซึ่งน่าภูมิใจที่เราได้เห็นคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มาลองขายสินค้าด้วยตนเองและถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลาน ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และผลผลิตที่นำมาจำหน่ายนั้นมีจุดแข็งเน้นเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยเรามีสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ที่มีห้องแล็บสำหรับตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ความมีพลังเรื่องเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ชัดเจนขึ้น แล้วผมเชื่อว่าคนสุรินทร์มีความรัก ความสามัคคีกันค่อนข้างดี ตลาดจริงใจFarmers’ Market สุรินทร์
จึงเป็นโมเดลต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรและภาคประชาชน เป็นความภูมิใจร่วมกันของทุกคน และเมื่อชาวบ้านแข็งแรงแล้ว แผนต่อไปก็จะดูเรื่องการรวมกลุ่มสหกรณ์ เรื่องการตลาด เรื่องแบรนด์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมีต่อไปครับ” อ่านเพิ่มเติม 

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าพุ่งกว่า 10 จุด รีบาวด์ตามต่างประเทศตอบรับ ECB

ดัชนี SET ต้นภาคเช้าพุ่งกว่า 10 จุด รีบาวด์ตามต่างประเทศตอบรับ ECB

ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าวันนี้ปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด เป็นการรีบาวด์ในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ ตอบรับปัจจัยบวกกรณีที่สหรัฐและธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียดีดตัวขึ้น

เมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,336 จุด เพิ่มขึ้น 10.15 จุด (+0.77%) อ่านเพิ่มเติม