MJD ชู Backlog กว่า 3.3 พันลบ. ปรับแผนเน้นขายออนไลน์-โครงการพร้อมโอน

MJD ชู Backlog กว่า 3.3 พันลบ.สู้โควิด ปรับแผนเน้นขายออนไลน์-โครงการพร้อมโอน

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ (MJD) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทเน้นกลยุทธ์เพื่อเร่งการขายโครงการพร้อมอยู่และโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการที่กำลังจะแล้วเสร็จภายในปี ซึ่งปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 3,300 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เป็นไฮไลท์ คือ โครงการเมทริส ลาดพร้าว สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2 ซึ่งปัจจุบันโครงการสามารถปิดการขายไปได้แล้วกว่า 80%

ขณะที่การประเมินสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ หลังช่วงสถานการณ์โควิด 19 เรียกได้ว่าเป็นแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ สู่การปรับฐานใหม่ ที่เรียกว่า New Normal อสังหาริมทรัพย์ในอนาคต เช่น การออกแบบฟังก์ชั่นที่ต้องเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมและลักษณะการทำงานลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือการออกแบบฟังก์ชั่นที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในบ้านให้มากขึ้น รวมไปถึงทำเลที่จะมาตอบโจทย์คนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง และกลยุทธ์ที่สำคัญหลังจากนี้คือ การให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่ในการใช้ชีวิตของลูกค้าทุกขั้นตอน เพื่อส่งมอบบริการให้กับลูกค้าแบบครบวงจรและต่อเนื่องให้มากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การทำการตลาดและการขาย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นการขายในช่องทางออนไลน์มากขึ้น และได้มีการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายโครงการพร้อมอยู่ อย่างไรก็ตาม มุมมองการทำการตลาดหลังจากสถานการณ์โควิด -19 และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันพฤติกรรมการซื้อสินค้าและการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน อ่านเพิ่มเติม

LEO ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 120 ล้านหุ้น ใช้ขยายธุรกิจ-ลงทุนในบริษัทอื่น

“ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์  LEO “ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 120 ล้านหุ้น เข้าตลาด mai ใช้ขยายธุรกิจ-ลงทุนในบริษัทอื่น

บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ ยื่น Filing version แรก เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2563 เนื่องจากบริษัทฯจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 120 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 37.50 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ และมีความประสงค์จะขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในครั้งนี้

วัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทย่อย, ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ และใช้เป็นงบประมาณเพื่อลงทุนในบริษัทอื่น

บมจ. ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) เดิมชื่อ บริษัท ลีโอ กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั่วโลก (End – to – End Global Logistics Services)

โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 บริษัทฯ มีบริษัทย่อย 2 แห่งที่ดำเนินธุรกรรมอยู่ คือ บริษัท วายเจซี ดีโปท์ เซอร์วิสเซส จำกัด (YJCD) ดำเนินธุรกิจหลักคือให้บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ระยะสั้นและระยะยาว และซ่อมตู้คอนเทนเนอร์ และ บริษัท ลีโอ เมียนมาร์ โลจิสติกส์ จำกัด (LML) ดำเนินธุรกิจหลักเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรที่ประเทศเมียนมา และมีบริษัทร่วมอีก 2 แห่งคือ บริษัท ซิโนคอร์ เมอร์ชานท์มารีน (ประเทศไทย) จำกัด (SKRT) ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนสายเดินเรือของซิโนคอร์ (Sinokor) จากประเทศเกาหลีใต้ และ บริษัท อาราเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ARM) ดำเนินธุรกิจให้บริการขนส่งพัสดุและเอกสารเร่งด่วนระหว่างประเทศ

ผลดำเนินงานงวด 3 เดือนปี 2563 สินทรัพย์รวม 518.06 ล้านบาท หนี้สินรวม 299.93 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 218.13 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการให้บริการ 227.63 ล้านบาท รายได้รวม 228.13 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 222.02 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9.30 ล้านบาท

ในปี 60–62 รายได้รวมจากการให้บริการเท่ากับ 1,040.63 ล้านบาท 1,052.68 ล้านบาท 1,044.01 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้จากการให้บริการในปี 61 เพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศโดยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 37.16 โดยเส้นทางหลักที่เติบโตมากที่สุด คือ เส้นทางอเมริกาเหนือและเส้นทางยุโรป และรายได้จากการให้บริการบริการสนับสนุนการให้บริการโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าแบบครบวงจรมีอัตราการเติบโตร้อยละ 2.15 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการขนส่งภายในประเทศและผ่านแดนโดยรถบรรทุกและรถบรรทุกหัวลาก และรายได้จากการให้บริการด้านพิธีการศุลกากร ในขณะที่รายได้จากการให้บริการรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลลดลงเล็กน้อยคิดเป็นร้อยละ 2.48 เนื่องจากรายได้จากการให้บริการส่งออกในเส้นทางอเมริกาเหนือ เอเชียใต้ และยุโรปที่ลดลง

รายได้จากการให้บริการในปี 62 ลดลงโดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้บริการรับจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเล (Sea Freight) เนื่องจากรายได้จากการขนส่งในเส้นทางกลุ่มเอเชียลดลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากค่าระวางตลาดโลกปรับตัวลดลง แม้ปริมาณการขนส่งโดยรวมจะเพิ่มขึ้น ตลอดจนการลดลงของรายได้จากการให้บริการบริการสนับสนุนการให้บริการโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าแบบครบวงจร (ILS) ซึ่งมีสาเหตุมาจากรายได้จากบริการขนส่งภายในประเทศและผ่านแดนโดยรถบรรทุกและรถบรรทุกหัวลากที่ลดลงร้อยละ 9.98 เนื่องจากสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ตลอดจนโครงการก่อสร้างโรงงานในประเทศเมียนมาของลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งสินค้าได้แล้วเสร็จ ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านแดนในเมียนมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อ่านเพิ่มเติม

ธอส.ลดภาระลูกค้าสินเชื่อบ้าน ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% – 0.250% ต่อปี

ธอส.ลดภาระลูกค้าสินเชื่อบ้าน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% – 0.250% ต่อปี

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% – 0.250% ต่อปีเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเกิดการฟื้นตัวและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ย MRR ลดลงเหลือ 6.150% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย MLR ลดลงเหลือ 5.750% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MOR ลดลงเหลือ 5.900% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป

นายกมลภพ วีระพละ รองกรรมการผู้จัดการ และรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเกิดการฟื้นตัวจากผลกระทบของปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) พร้อมกับแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้านจึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% – 0.250% ต่อปี ประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลง 0.125% ต่อปี จาก 6.275% ต่อปี ลดลงเหลือ 6.150% ต่อปี อ่านเพิ่มเติม

RS วางเป้ารายได้ปี 63 โตแตะ 4,250 ลบ พร้อมชู Entertainmerce Integration

RS วางเป้ารายได้ปี 63 โตแตะ 4,250 ลบ. จากธุรกิจพาณิชย์หนุน พร้อมชู Entertainmerce Integration ขับเคลื่อนองค์กร

นายวิทวัส เวชชบุษกร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.อาร์เอส (RS) เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดรายได้ปี 63 จะเติบโตแตะ 4,250 ล้านบาท จากระดับ 3,611 ล้านบาทในปีก่อน โดยจะมาจากธุรกิจพาณิชย์ จำนวน 2,600 ล้านบาท และธุรกิจสื่อ & เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำนวน 1,650 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้แบ่งออกเป็น ทีวีดิจิทัลช่อง 8 จำนวน 1,080 ล้านบาท, วิทยุ 200 ล้านบาท, เพลง 250 ล้านบาท และคอนเสิร์ต & อีเว้นท์ 120 ล้านบาท

ขณะที่คาดอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้จะเติบโตเป็น 50% จากปีก่อนอยู่ที่ 44% และอัตรากำไรสุทธิจะเติบโตเป็น 13-15% จากปีก่อนอยู่ที่ 10% จากการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น และมีรายได้ส่วนเพิ่มจากต้นทุนต่ำ

ทั้งนี้ กลยุทธ์การดำเนินงานในปีนี้ บริษัทได้วางไว้ 4 ด้าน ได้แก่ องค์กรที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล, การขยายช่องทางการขาย และแพลตฟอร์มต่างๆ, กลยุทธ์การสร้างผลิตภัณฑ์และความร่วมมือต่างๆ, กลยุทธ์เก้าอี้ 4 ขา และการบริหาร Asset & Back Catalogue

อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้โมเดล Entertainmerce Integration หรือการผนึกกำลังกันภายในกลุ่มธุรกิจ ทั้งในส่วนของแพลตฟอร์มการขายสินค้า RS Mall , LifeStar บริษัทผู้ผลิตสินค้าภายใต้ RS, ช่อง 8 และ COOLISM หรือธุรกิจวิทยุ โดยวางกลยุทธ์ไว้ 4 ด้าน  อ่านเพิ่มเติม

บอร์ดกกพ.อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่ม GULF ส่วน BGRIM ยังลุ้นต่อ

บอร์ดกกพ. อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่ม GULF ได้ไลเซ่นส์นำเข้า LNG รองรับใช้ผลิตไฟฟ้า  – BGRIM ยังลุ้นต่อ

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการกกพ.เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) อนุมัติให้ 2 บริษัทในกลุ่มบมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหม่ เพื่อรองรับการใช้ผลิตไฟฟ้า หลังจากที่กลุ่ม GULF ได้ยื่นเสนอขอเป็น Shipper ในนามของบริษัทร่วมทุน 1 บริษัท และในนามของ GULF อีก 1 บริษัท เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ดังกล่าวแล้ว

ส่วนความกังวลเรื่องปัญหาที่อาจจะไม่ได้รับอนุญาตจองใช้คลังจัดเก็บและแปรสภาพ LNG จากของเหลวมาเป็นก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการจองใช้ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากบมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอยู่ในปัจจุบันนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปเจรจากัน แต่หากติดปัญหาอุปสรรคสามารถส่งข้อร้องเรียนมายังสำนักงานกกพ.เพื่อให้ช่วยบริหารจัดการได้ อ่านเพิ่มเติม

TPOLY รับทรัพย์จากโรงไฟฟ้าปัตตานี ลุยใส่เกียร์ห้าเดินหน้าประมูลงานรัฐ-เอกชน

TPOLY รับทรัพย์จากโรงไฟฟ้าปัตตานี ลุยใส่เกียร์ห้าเดินหน้าประมูลงานรัฐ-เอกชน มั่นใจผลงานปี 63 โตทะลุเป้า

อานิสงส์จากโรงไฟฟ้าชีวมวลปัตตานี กรีน เพาเวอร์ (PTG) โครงการของ TPCH ขายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ส่งผล TPOLY เตรียมรับทรัพย์ไปด้วย บิ๊กบอส “ปฐมพล สาวทรัพย์” ลั่นพร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน เน้นโครงการที่ทำกำไร มั่นใจผลงานปี 63 ยอดขายโตทะลุเป้า

นายปฐมพล สาวทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) (TPOLY) เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง ยังมีแนวโน้มที่ดี คาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog เดิมกว่า 2,000 พันล้านบาท ขณะที่โครงการใหม่ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 63 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทฯ ยังเดินหน้าประมูลงานใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชน และอยู่ระหว่างการประมูลงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง อ่านเพิ่มเติม

หุ้นโรงแรม MINT-CENTEL-ERW กอดคอขาดทุนเซ่นโควิด

หุ้นโรงแรม Q1/63 กอดคอขาดทุนถ้วนหน้า หลังปิดบริการชั่วคราว – ท่องเที่ยวโลกชะงักเซ่นพิษโควิด-19  พบ  MINT ขาดทุนหนักสุด 1,773.52 ลบ. CENTEL – ERW ไม่รอดเช่นกัน ด้าน AWC รายได้โรงแรมดิ่งหนัก ส่วน SHR แม้พลิกกำไรแต่เป็นแค่รายการพิเศษ

ผลการดำเนินงาน   หุ้นโรงแรม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรม ที่ประกาศงบไตรมาส 1/63 โดยภาพรวมส่วนใหญ่เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/62 พบว่าส่วนใหญ่มีผลประกอบการพลิกเป็นขาทุนกันถ้วนหน้า จากการปิดโรงแรม และภาพรวมการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะงักลงจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 

เริ่มที่บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ใน Q1/63 บริษัทมีผลขาดทุน 1,773.52 ล้านบาท ลดลง 404.14%ซึ่งได้รับผลกระทบหนักทั้งในส่วนธุรกิจอาหาร และโรงแรมจากผลกระทบCOVID-19 โดยรายได้ในส่วนของธุรกิจโรงแรมใน Q1/63 อยู่ที่ 15,770ล้านบาท ลดลง 26% จาก Q1/62 ซึ่งอยู่ที่ 21,230 ล้านบาท ด้าน EBITDA จากการดำเนินงานเมื่อรวมผลกระทบการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีTFRS16 ในช่วงQ1/63 อยู่ที่ 2,070 ล้านบาท ลดลง 33% จากQ1/62 ซึ่งอยู่ที่ 3,085 ล้านบาท

ด้านบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ที่มีธุรกิจทั้งโรงแรมและอาหารเช่นเดียวกับ MINT พลิกผลการดำเนินงาน Q1/63 จากกำไรเป็นขาดทุนเช่นกัน โดยบริษัทมีผลขาดทุนอยู่ที่ 45.11 ล้านบาท ลดลง 105.46% จาก Q1/62 ซึ่งอยู่ที่ 825.91 ล้านบาทโดยอัตราการทำกำไรลดลง จากการลดลงของรายได้ธุรกิจโรงแรมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลกระทบการแพร่ระบาด COVID-19 โดยธุรกิจโรงแรมมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,796.8 ล้านบาท ลดลง 34.8%  จาก Q1/62 ที่มีรายได้ 2,755.6 ล้านบาท

ส่วนบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ในช่วง Q1/63 ขาดทุน 102.21 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 143.57%โดยรายได้รวมจากการประกอบกิจการโรงแรมในQ1/63 อยู่ที่ 1,161 ล้านบาท ลดลง 32% และมี EBITDA อยู่ที่ 291 ล้านบาท ลดลง 53% จากQ1/62จากการปิดโรงแรมในช่วงไวรัสระบาด อ่านเพิ่มเติม

JCK มั่นใจปีนี้งบพลิกเป็นบวก หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ ลูกค้ารอซื้อกว่า 100 ไร่

JCK มั่นใจปีนี้งบพลิกเป็นบวก เชื่อกลับมาขายที่ดินได้เร็วๆนี้หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ ลูกค้ารอซื้อกว่า 100 ไร่

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเกิดการชะงัก จากข้อจำกัดในการเดินทาง และยังส่งผลให้ลูกค้าของบริษัทฯ ที่สนใจเข้าลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จำเป็นต้องชะลอการลงทุนออกไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ในไตรมาส 1 ของปี 2563 บริษัทฯไม่มีรายได้จากการขายที่ดินและอาคารโรงงาน และส่งผลให้มีรายได้รวม จำนวน 73.68 ล้านบาท ลดลง 43%

โดยกำไรสุทธิในไตรมาส 1/63 ขาดทุน 159.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 129.27 ล้านบาท

บริษัทฯประเมินสถานการณ์น่าจะกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะอันใกล้นี้ จากการที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี สะท้อนได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง ทำให้บริษัทฯคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะดำเนินเข้าสู่ภาวะปกติ และจะทำให้สามารถขายที่ดินได้ตามปกติ อ่านเพิ่มเติม

ไตรมาสแรก ทานตะวันทำกำไรโตแรง ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

ทานตะวันเผย ไตรมาสแรก กำไรโตแรงเพิ่มขึ้น 64.6% QOQ กำไรต่อหุ้น 0.89 บาทต่อหุ้น ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.8% ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19

บมจ.ทานตะวันอุตสาหกรรม โชว์ผลประกอบการ ไตรมาสแรก ปี 2563 ทำกำไรท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาจนถึงวิกฤติโควิด-19 ด้วยผลกำไรสุทธิถึง 71.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 64.6% และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น จำนวน 0.89 บาทต่อหุ้นเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2562 จากการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไตรมาส 1/2563 มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 โดยเฉพาะถุงซิปที่เป็นสินค้าหลักของบริษัท ซึ่งมีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศ

นางพจนารถ ปริญภัทร์ภากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสต่อต้านพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single use plastic) บริษัทจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ใช้ซ้ำ (reusable) โดยมุ่งเน้นยังอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการพลาสติก และมุ่งผลักดันแบรนด์สินค้าของบริษัทเอง ภายใต้เครื่องหมายการค้า SUN เช่น SUNMUM (กลุ่มผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก), SUNBIO (กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Fresh&Fresh (กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน) และ SUNPRODUCTS (กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไป) อื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาให้เป็นของใช้ในครัวเรือนที่ครบวงจรและมีความหลากหลายในการใช้งาน โดยทำการตลาดผ่านหลายช่องทาง ทั้งทาง social media (เช่น facebook), website “sunmumshopping.com” และงานแสดงสินค้า เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมการบริโภคในรูปแบบต่างๆ ผลให้รายได้กลุ่มแบรนด์ SUN ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มจากไตรมาส 1/2562 ร้อยละ 11.7  อ่านเพิ่มเติม

RP เผยแผนรับมือโควิด-19 เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สอดรับกับ New Normal

RP เตรียมแผนรับมือโควิด-19 ลดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจสู่ New Normal ด้านผลประกอบการ Q1/63 รายได้รวม 174.30 ล้านบาท

ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ (RP) เผยแผนรับมือโควิด-19 ลดค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุนประสิทธิภาพสูง พร้อมเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ดันผลประกอบการ Q1/63 รายได้รวม 174.30 ล้านบาท

นายอภิชาติ ชโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องในทุกอุตสาหกรรม บริษัทจึงมีแผนรับมือเตรียมความพร้อมลดแรงกระเพื่อมของวิกฤตครั้งนี้ ทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในทุกด้าน พร้อมบริการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมทั้งดูแลสภาพคล่องในการบริหารธุรกิจ

“จากการปรับตัว เตรียมพร้อม และไม่อยู่นิ่ง ทำให้ผลการดำเนินการไตรมาสแรกปีนี้ ยังอยู่ในระดับที่รับได้ และได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจที่มีอยู่เดิมให้สอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นตัวทดสอบสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายอภิชาติ กล่าว อ่านเพิ่มเติม